Friday, October 12, 2012

อ่านละครไทย ตะวันทอแสง ตอนที่ 15 อวสาน

ตรงห้องโถงภายในบ้าน รัชนีหยิบเอกสารการหย่าที่วางอยู่บนโต๊ะมาดู แล้วก็คิดถึงเรื่องเมื่อเช้านี้
      
       ระหว่างนั้นสุวิทย์เดินออกมาจากห้องพร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบกลางๆ ขณะนั้น รัชนีนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น ถามขึ้นด้วยความแปลกใจ
       “คุณจะไปไหนคะ”
       “ผมจะไปพักที่โรงแรม ระหว่างที่คุณเก็บของ คุณจะได้ไม่ต้องลำบากใจ ผมกำลังทำเรื่องโอนบ้านที่อังกฤษและเงินสดครึ่งนึงให้บัญชีให้คุณ ใบหย่าผมวางไว้ที่ห้อง คุณพร้อมเมื่อไหร่ก็เซ็นชื่อได้เลย ผมเซ็นในส่วนของผมไว้แล้ว”
       รัชนีน้ำตาร่วง สุวิทย์เบือนหน้าหนี แล้วก็ตัดใจเดินออกไป
      
       รัชนีร้องไห้ น้ำตาหยดลงบนใบหย่า รับสภาพอย่างปลงๆ
       “มันคงถึงเวลาแล้ว ที่ฉันจะต้องชดใช้ในสิ่งที่ฉันทำลงไป...ถึงเวลาแล้ว”
      
       ทางด้านสุวิทย์เดินเข้ามาในโรงแรมหรู ด้วยใบหน้าเศร้าอย่างเห็นได้ชัด เสียงปรางทิพย์เรียกขึ้น
       “คุณพ่อคะ”
       สุวิทย์หันไปมองเห็นปรางทิพย์ยืนอยู่
       “จะมาคุยเรื่องแม่อีกล่ะสิ พ่อกับแม่คุยกันรู้เรื่องแล้ว ปรางเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอกลูก”
       “ปรางทราบค่ะ ปรางก็ไม่ได้จะมาพูดเพื่อให้คุณพ่อเปลี่ยนใจ ปรางแค่พาคนคนหนึ่งมาหาคุณพ่อ บางทีคุณพ่ออาจจะอยากฟังความคิดเห็นของเค้าบ้าง”
       “ใคร” สุวิทย์ฉงน ปรางทิพย์หันมาทางด้านหลัง
       “พี่ภัคคะ”
       ภคพงษ์ลุกขึ้นยืน หน้าตายังมีหนวดนิดๆ ผมยังไม่เนี้ยบอยู่เหมือนเดิม สุวิทย์คลายคิ้วลงด้วยความแปลกใจ
       ภคพงษ์กับสุวิทย์เผชิญหน้ากัน
      
       ภคพงษ์ยกมือไหว้สุวิทย์แล้วบอก
       “ผมต้องขอโทษคุณอาสำหรับทุกเรื่องที่ทำลงไป”
       สุวิทย์มองด้วยความเข้าใจและเมตตา ทั้งสามคนนั่งคุยอยู่ที่ล็อบบี้ของโรงแรม
       “ถ้าปรางเค้าไม่ถือโทษ อาก็ยกโทษให้ แต่ทีหน้าทีหลังอย่าทำแบบนี้อีก การเล่นกับความรู้สึกของคนอื่น มันไม่ใช่เรื่องสนุกเลย”
       “ผมทราบครับ ผมทราบดี ผมจะไม่ทำอีกแล้ว ไม่ว่ากับใครก็ตาม”
       แวบหนึ่งภคพงษ์แอบคิดถึงรสา ปรางทิพย์มองสังเกตด้วยความแปลกใจนิดๆ ภคพงษ์พยายามดึงสติกลับมา
       “ที่ผมมาหาคุณอาวันนี้ นอกจากจะมาขอโทษแล้ว ผมมีเรื่องอยากจะขอร้องคุณอา เรื่องของคุณแม่”
       สุวิทย์ถอนหายใจเบาๆ มองหน้าภคพงษ์และปรางทิพย์ที่นั่งเผชิญหน้าอยู่
       “จริงอยู่ที่คุณแม่ทำผิดที่หลอกคุณอา แต่มันเป็นเรื่องอดีตที่ไม่มีใครกลับไปแก้ไขอะไรได้ แต่ตอนนี้ วันนี้ คุณแม่ยอมรับความจริง ยอมรับอดีต ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง คุณอาจะยอมรับคุณแม่ได้หรือเปล่าครับ”
       ปรางทิพย์ตาแดงๆ
       “ให้โอกาสคุณแม่สักครั้งนะคะ คุณพ่อเคยบอกปรางว่า คุณแม่เป็นผู้หญิงสมบูรณ์แบบไม่มีที่ติ ความผิดครั้งนี้เป็นครั้งแรก คุณพ่อให้อภัยคุณแม่เถอะนะคะ”
       ปรางทิพย์ร้องไห้ สุวิทย์คิดหนัก
       “ปรางไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่ต้องแยกทางกัน ปรางอยากได้ครอบครัวของปรางกลับคืนมา”
       “ที่เหตุการณ์เป็นแบบนี้ เป็นเพราะผมเอง คุณอาต้องการให้ผมทำอะไรเพื่อชดใช้ความผิดผมยอมทำทุกอย่างเพื่อคืนพ่อและแม่ ให้น้องปราง เพราะผมไม่อยากให้น้องสาวต้องเป็นเหมือนผม”
       สุวิทย์มองหน้าปรางทิพย์ที่ร้องไห้ด้วยความสงสาร ภคพงษ์คิดถึงรสา
       “เพราะความรักของผู้หญิงคนนึง ทำให้ผมยอมยกโทษให้กับคุณแม่ และเริ่มต้นชีวิตใหม่. ผมหวังว่า ความรักของน้องปรางจะทำให้คุณอายอมยกโทษให้คุณแม่ และเริ่มต้นใหม่ได้เช่นกัน”
       สุวิทย์ค่อยๆ หันมามองหน้าปรางที่ร้องไห้อยู่ตรงๆ หน้า แล้วก็คิดหนัก
      
       เวลาเย็นๆ ภายในบ้านวงศ์เธียรสถิตย์ รัชนีพร้อมกระเป๋าเดินทางหรูวางเรียงกันอยู่ 4-5 ใบ ก่อนจะหันมาทางใบหย่า รัชนีเดินมาหยิบใบหย่ามาดู พร้อมกับถอนใจเบาๆ และหันมาหยิบปากกา เซ็นชื่อลงไปด้วยความเสียใจ
       สุวิทย์เดินเข้ามา รัชนีเงยหน้าขึ้นมอง
       “คุณ”
       สุวิทย์เดินเข้ามาหาแล้วถาม
       “คุณเซ็นชื่อแล้วใช่มั้ย”
       “ค่ะ..ฉันเซ็นเรียบร้อยแล้ว” รัชนีบอกหน้าเศร้า
       “ดี”
      
       สุวิทย์หยิบใบหย่าขึ้นมา รัชนีสีหน้าเศร้า ปลงและตัดใจ

       ทันใดนั้นสุวิทย์ก็ฉีกใบหย่าทิ้ง รัชนีตกใจและหันมามองสุวิทย์
      
       “ผมไม่ต้องใช้มันแล้ว”
       “คุณสุวิทย์”
       “ในฐานะแม่ คุณยอมรับความผิดเพื่อลูก ในฐานะที่ผมเป็นพ่อ ผมขอยอมรับในสิ่งที่คุณเป็น และให้อภัยกับอดีตที่ผ่านมา เพื่อลูกเช่นกัน”
       รัชนีน้ำตาร่วง
       “คุณ”
       สุวิทย์จับมือบอก
       “ผมให้อภัยคุณ เรามาเริ่มต้นกันใหม่นะ”
       รัชนีร้องไห้โผเข้ากอดสุวิทย์
       “ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมาก ขอบคุณจริงๆ”
       สุวิทย์กอดรัชนี ที่ด้านหลัง ปรางทิพย์แอบยืนร้องไห้ด้วยความดีใจอยู่ รัชนีเห็นพอดีก็คลายกอดจาก
       สุวิทย์และเรียกปรางทิพย์
       “ปราง”
       “คุณแม่”
       ปรางวิ่งมากอดรัชนี สุวิทย์กอดทั้งสองคนไว้ ทั้งสามคนกอดกันอย่างมีความสุข
       ภคพงษ์ยืนหลบอยู่ที่มุมหนึ่ง มองดูทั้งสามคนกอดกันแล้วก็ยิ้มนิดๆ ด้วยความดีใจด้วยก่อนหันหลังเดิน
       แยกออกมาอย่างเศร้าๆ
       ภคพงษ์เดินมาหยุดที่ห้องรับแขก มองดูรูปรัชนีมีความสุขอีกครั้ง แล้วก็ยิ้มๆ ก่อนหันหลังเดินออกไปอย่างผู้เสียสละ
      
       รัชนีคลายกอดปรางทิพย์ และถาม
       “เพราะลูกใช่มั้ย ที่ทำให้พ่อยกโทษให้แม่ ขอบใจลูกมากนะปราง ขอบใจมาก”
       “ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่เพราะปราง คุณแม่ต้องไปขอบคุณอีกคนค่ะ”
       รัชนีมองด้วยความแปลกใจ
      
       ภคพงษ์กำลังเดินออกมาจากบ้าน เสียงรัชนีเรียกไว้
       “ภัค ภัค หยุดก่อนภคพงษ์”
       ภคพงษ์หยุดเดินแล้วหันมา รัชนีเดินมาหา มองภคพงษ์ด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก
       “ขอบใจมาก ขอบใจจริงๆ”
       “ผมทำเพื่อน้อง ผมไม่อยากให้เค้าต้องอยู่ในสภาพบ้านแตกเหมือนกันผม”
       รัชนีมองภคพงษ์ที่ยังมีร่องรอยของความเจ็บปวด รัชนีพูดจากใจ
       “ภคพงษ์ ฉันรู้ว่าฉันทำไม่ดีกับเธอไว้มาก มากเหลือเกิน ฉันไม่ขอให้เธอมาเรียกฉันว่าแม่ แต่ฉันขอเรียกเธอว่า ลูกได้หรือเปล่า ได้หรือเปล่า”
       ภคพงษ์มองรัชนีด้วยแววตาที่ไม่มีความเกลียดชังและอคติเหลืออยู่แล้ว ภคพงษ์พยักหน้านิดๆแทนคำตอบ รัชนียิ้มและเรียกภคพงษ์ด้วยความรักอย่างไม่ต้องปิดบังอีกต่อไป
       “ภคพงษ์ ลูกแม่”
       รัชนีโผเข้ากอดภคพงษ์ด้วยความรัก ภคพงษ์รับอ้อมกอดของรัชนีด้วยความรักเช่นกัน
       “แม่ขอโทษ แม่ขอโทษสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา แม่ขอโทษ”
       ภคพงษ์กับรัชนีกอดกันด้วยความเข้าใจ ภคพงษ์รู้สึกถึงไออุ่นของแม่เป็นครั้งแรก ภคพงษ์ยิ้มนิดๆอย่างมีความสุข จบกันที ความแค้น ความเศร้าทั้งปวง จบกันสักที
       ที่มุมหนึ่งของบ้าน สุวิทย์ยืนอยู่กับปรางทิพย์มองดูภคพงษ์และรัชนีแล้วก็ยิ้ม สุวิทย์หันมาโอบไหล่ปราง
       ทิพย์ แล้วบอก
       “สบายใจแล้วล่ะสิที่พ่อกับแม่กลับมาคืนดีกัน และยังมีพี่ชายเพิ่มขึ้นอีกคน”
       ปรางทิพย์ยิ้มรับ
       “สบายใจค่ะ แต่ ยังไม่ที่สุด ปรางยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องทำให้สำเร็จ”
       ปรางทิพย์คิดถึงรสา
      
       เช้าวันต่อมา ที่บ้านเถลิงยศ สายใจกับเผด็จนั่งมองหน้ากันแล้วก็มองปรางทิพย์ที่นั่งอยู่ตรงข้าม
       “คุณปรางเรียกเราสองคนมามีเรื่องอะไรคะ”
       “ปรางอยากรู้เรื่องระหว่างพี่ภัคกับคุณรสาค่ะ ปรางขอถามตรงๆเลยนะคะ สองคนนี้เค้า รักกันใช่หรือเปล่าคะ”
       เผด็จกับสายใจมองหน้ากันอีกที แล้วก็พยักหน้าให้กัน ทำนองว่า บอกไปเถอะ
       “ใช่ค่ะ" / "ใช่ครับ”
       ปรางทิพย์คิดแล้วถาม
       “แล้วทำไม พี่ภัคถึงเป็นแบบนี้ แล้วตอนนี้พี่รสหายไปคะ”
      
       ปรางทิพย์ถามด้วยความอยากรู้

       ในเวลาต่อมา ปรางทิพย์กับภคพงษ์คุยกันอยู่ที่มุมหนึ่งในบ้าน
      
       “รสเค้าเกลียดพี่” ภคพงษ์พูดด้วยความเสียใจลึกๆ
       “แต่ป้าสายใจกับคุณเผด็จบอกปรางว่า พี่รสกับพี่ภัครักกันนะคะ”
       “มันอาจจะจริงแค่ครึ่งเดียว” ภคพงษ์บอก
       “พี่ภัคยอมรับใช่มั้ยคะว่าพี่ภัครักคุณรสา” ปรางทิพย์ซัก
       ภคพงษ์ตอบอย่างไม่ปิดบัง
       “ความรู้สึกที่พี่มีต่อรสามันมากกว่าความรัก รสาคือผู้หญิงที่ทำให้อยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง พี่อยากเป็นคนดี ดีพอที่จะรักเค้า และดีพอที่เค้าจะรัก แต่มันคงเป็นไปไม่ได้”
       ภคพงษ์คิดถึงตอนที่รสาไล่ให้กลับไป และไม่อยากเจอกันอีก
       “ฉันเสียใจ ทุกข์ใจเพราะคุณมามากแล้ว กรุณาออกไปจากชีวิตฉันได้แล้ว ทุกเรื่องของเรา ขอให้สิ้นสุดกันเพียงแค่นี้ ฉันไม่ต้องการเห็นหน้าคุณอีกต่อไป”
       ภคพงษ์เศร้าใจ
       “พี่ทำผิดกับเค้าไว้มาก มากจนไม่น่าให้อภัย ไม่ว่าพี่จะรักเค้ามากแค่ไหน มันคงไม่มากที่จะทำให้เค้ารักพี่ได้”
       ภคพงษ์พูดด้วยความเศร้า ปรางทิพย์มองด้วยความสงสาร
       ปรางทิพย์หันมาที่โทรศัพท์มือถือที่ได้กดอัดเสียงการสนทนาของภคพงษ์ทั้งหมดไว้แล้ว
      
       ภายในรีสอร์ตพร้อมในตอนเช้า ชีวินกำลังจัดสวนอย่างมีความสุข ด้านหลังคัพเค้กกับพิทยาเดินเข้ามา พร้อมกับถือถุงของในมืออย่างพะรุงพะรัง
       “พี่วิน” คัพเค้กเรียก
       ชีวินหันไปยิ้มรับและยกมือไหว้พิทยา
       “พี่พิทตี้สวัสดีครับ”
       “สวัสดี โห นี่แกจะจัดงานแต่งตรงนี้ใช่มั้ยเนี่ย จัดซะเก๋เลยนะ เวลาทำงานไม่เห็นจะตั้งใจขนาดนี้เลย”
       “แหม...พี่พิทตี้ก็ งานปีๆนึงทำตั้งหลายสวน แต่งานแต่งชีวิตนึงจัดแค่ครั้งเดียวนะครับ”
       “อู้ย ย่ะ อะนี่ ของที่แกฝากฉันซื้อมา”
       พิทยาส่งถึงให้ คัพเค้กพูดสริมทันที
       “นี่ด้วยจ้ะ ถ้วยเล็กถ้วยน้อยสำหรับจัดงานเลี้ยง แล้วซองกับการ์ดแต่งงานทางร้านเค้าเอามาส่งให้เมื่อวานนี้เอง”
       “ขอบใจมากจ้ะ”
       ทันใดนั้น เสียงห้าวก็ดังขึ้น
       “จะเว่อร์ไปไหน อีกตั้ง ๒ อาทิตย์กว่าจะถึงวันงาน แล้วนี่มาก้มหน้าก้มตาทำอยู่คนเดียว อยากแต่งอยู่คนเดียวหรือเปล่าก็ไม่รู้”
       ห้าวพูดลอยๆ กวนๆ แล้วก็เดินไป ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ชีวินมองอย่างเซ็งๆ พิทยากับคัพเค้กอึ้งๆ แล้วหันมาถาม
       “ใครอ่ะพี่วิน แรง อ่ะ”
       “ห้าว หลานของอาพร้อมเจ้าของรีสอร์ตน่ะ เค้าชอบรส เค้าก็เลยไม่ชอบพี่”
       พิทยา คิดแล้วก็พูดออกมา
       “น่านไง ว่าแล้ว แต่เอ๊ะ จะว่าไป เค้าก็พูดชวนคิดนะ ทำไมแกมาจัดงานอยู่เดียว แล้วว่าที่เจ้าสาวหายไปไหน ทำไมไม่มาช่วยกันทำ”
       ชีวินนิ่งคิด ความหนักใจผุดขึ้นมาอีกครั้ง
      
       รสานั่งซึมอยู่ริมทะเล หน้าตาซีดๆ ไม่มีความสดใสเหมือนเดิม เสียงชีวินดังขึ้น
       “รส ดูสิใครมาเยี่ยม”
       รสาหันมาเห็นพิทยา กับ คัพเค้ก เดินมากับชีวินก็ยิ้มรับนิดๆ พลางยกมือไหว้พิทยา
       “พี่พิทสวัสดีค่ะ”
       “สวัสดีจ้ะ นี่มาแอบนั่งหลบมุมทอดอารมณ์อะไรอยู่ตรงนี้ ปล่อยให้ว่าที่เจ้าบ่าวจัดเตรียมงานอยู่คนเดียว” พิทยาว่า
       “ใช่ พี่รสทำยังกะไม่อยากจะแต่งยังงั้นแหละ”
       คัพเค้กโพล่งออกมาอย่างไม่ได้คิด แทงใจดำทั้งชีวินและรสา พิทยาถึงกับกระทืบเท้าให้หยุดพูด คัพเค้ก
       ร้องอย่างไม่สำนึกอีก
       “โอ้ย พี่พิทตี้มากระทืบหนูทำไมเนี่ย”
       พิทยากัดฟันพูดเบาๆ
      
       “กระทืบให้หยุดพูดน่ะสิ พูดไม่ดูตาม้าตาเรือ เงียบไปเลย”

คัพเค้กตกใจ หันมาทางชีวินและรสาที่ยืนอึดอัดกันอยู่ คัพเค้กรู้ตัวทำหน้าสำนึกผิด ชีวินรอฟังคำแก้ตัว รสาฝืนยิ้มบอก
      
       “ที่ไม่ได้ช่วยเพราะไม่รู้ต่างหาก”
       “ใช่พี่ก็ว่างั้น ถ้ารสไม่อยากแต่งก็คงบอกไอ้วินไปตั้งแต่แรกแล้ว นังคัพเค้กมันพูดจาเลอะเทอะ อย่าไปฟังเลยนะ” พิทยาว่าแล้วก็พยายามเปลี่ยนเรื่อง
       “เออ พี่ว่า รสผอมไปนะ เป็นอะไรหรือเปล่าทำไมดูซีดๆเซียวๆ ไม่สบายหรือเปล่า”
       คัพเค้กเข้ามาหารสาแล้วก็จับแขนยกขึ้นหมุนๆ ดูอย่างพิจารณา
       “เออ จริงๆ ด้วยพี่รสดูผอมแล้วก็ไม่สดใสเหมือนพี่รสคนเดิมเลย เป็นเหมือนคนนี้เลย คุณภคพงษ์”
       รสากับชีวินสะอึกนิดๆ คัพเค้กยังไม่รู้ตัว พูดต่อไม่หยุด
       “คัพเค้กไปเจอเมื่อวันก่อน เห็นเดินอยู่คนเดียวแถวๆหน้าร้านเพชรเค้านั่นแหละ จำแทบไม่ได้ ดูโทรมๆ ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ปล่อยหนวดยาว เสื้อผ้าก็ใส่แบบขอไปที ไม่เหมือนคุณภคพงษ์ไฮโซที่เคยรู้จักเลย ดูๆไปเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก เหมือนไปผิดหวังอะไรแรงๆมาสักอย่าง”
       พิทยาพยายามสะกิดให้คัพเค้กหยุดพูด แต่คัพเค้กไม่หยุด พูดต่ออย่างไร้สติ พิทยาทนไม่ไหวกระทืบเท้าอีกที
       “โอ้ย พี่พิทกระทืบหนูอีกทำไมเนี่ย”
       พิทยาไม่ตอบแต่พยักเพยิดไปทางชีวินและรสาที่ยืนอึ้ง นิ่ง ไม่พูดไม่จา จนพิทยาต้องตัดบท
       “พี่ว่า พี่พานังคัพเค้กไปฝัง เอ้ย ไปจัดสวนให้วินต่อแล้วกันนะ ยิ่งอยู่ยิ่งน่าตาย ไปเลยไป”
       พิทยาลากคัพเค้กไป ชีวินมองที่พยายามทำตัวให้เป็นปกติ
       “รสคิดว่าพี่ภคพงษ์เป็นแบบนี้เพราะรสหรือเปล่า”
       รสายังไม่ทันตอบ เสียงห้าวก็ดังขึ้น
       “รส มีคนมาหา”
       รสาตกใจลึกๆ แอบคิดว่าเป็นภคพงษ์ ชีวินนึกเหมือนกันเลยแอบหวั่นใจ
      
       ปรางทิพย์นั่งลงที่เก้าอี้ในห้องรับแขกของรีสอร์ตพร้อม รสาเดินเข้ามาเห็นปรางทิพย์ก็แปลกใจ
       “น้องปรางมาที่นี่ได้ยังไง”
       ปรางทิพย์ยิ้มแล้วบอก
       “ป้าสายใจบอกทางไปบ้านป้าอาภรณ์ และป้าอาภรณ์บอกทางให้ปรางมาที่นี่ค่ะ”
       “น้องปรางมีอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมต้องพยายามตามหาพี่ขนาดนั้น”
       “มีค่ะ เรื่องสำคัญมากด้วยค่ะ”
       ปรางทิพย์ตอบด้วยความมุ่งมั่น รสารอฟังอย่างตื่นเต้นนิดๆ แต่ไม่แสดงออก
       ที่หน้าห้องรับแขก ชีวินค่อยๆเดินเข้ามามองซ้ายมองขวาแล้วยืนแอบฟังอยู่ที่หน้าห้องอย่างระมัดระวัง
       “พี่รสรู้เรื่องระหว่างปรางกับพี่ภัคหรือยังคะ”
       “ยังค่ะ และพี่ก็ไม่อยากรู้ ต้องขอโทษด้วยที่พูดตรงๆ”
       “ถึงพี่รสไม่อยากรู้ ปรางก็อยากเล่าค่ะ ปรางกับพี่ภัคเป็นพี่น้องกันค่ะ” ชีวินช็อกและแอบฟังต่อ
       “เรามีแม่คนเดียวกัน พี่ภัคกับแม่มีปัญหาไม่เข้าใจ พี่ภัคเลยแกล้งคุณแม่ด้วยการจีบปราง”
       ชีวินอึ้ง !! เป็นรอบสอง
       “เรื่องนี้ พี่ทราบแล้วค่ะ”
       ปรางทิพย์แปลกใจ
       “อ้าว พี่รสทราบ แล้วทำไมพี่รสยังโกรธพี่ภัคอยู่ล่ะคะ”
       รสาอึกอัก
       “มีเหตุผลมากมายที่ทำให้พี่โกรธเค้า มันมากจนพี่ไม่อยากจะพูดถึง”
       “แต่พี่ภัครักพี่รสมากนะคะ”
       แม้รสาจะพยายามคุมสติอยู่ แต่ก็ตกใจไม่น้อย ชีวินทั้งตกใจและใจหาย
       “พี่ภัคยอมทำทุกอย่างเพื่อพี่รส พี่ภัครักพี่รสมากๆจริงๆนะคะ”
       ชีวินสะอึกด้วยความเศร้า ปรางทิพย์อธิบายต่อ
       “พี่ภัคยอมขอโทษ และยกโทษให้คุณแม่ ยอมไปพูดให้คุณพ่อเข้าใจคุณแม่ พี่ภัคยอมทำทุกอย่างเพื่อพี่รส”
       “ทุกอย่างที่เค้าทำ ก็เพื่อตัวเค้าเองค่ะ ไม่เกี่ยวกับพี่” รสาไม่เชื่อ
       “ไม่จริงค่ะพี่รสฟังนี่ นี่เป็นคำสารภาพของพี่ภัค ปรางแอบอัดไว้ไม่ให้พี่ภัครู้ตัว”
       ปรางทิพย์หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเปิดเสียงที่อัดไว้
       “ความรู้สึกที่พี่มีต่อรสา มันมากกว่าความรัก รสาคือผู้หญิงที่ทำให้อยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง พี่อยากเป็นคนดี ดีพอที่จะรักเค้า และดีพอที่เค้าจะรัก แต่มันคงเป็นไปไม่ได้”
       รสาฟังแล้วสะท้านใจ
      
       ชีวินฟังแล้วรู้สึกสะเทือนใจ
       “พี่ทำผิดกับเค้าไว้มาก มากจนไม่น่าให้อภัย ไม่ว่าพี่จะรักเค้ามากแค่ไหน มันคงไม่มากที่จะทำให้เค้ารักพี่ได้”
      
       ชีวินฟังแล้วก็อึ้งไป

       รสาอึ้ง ภายในใจน้ำตาร่วงด้วยความซึ้งใจ แต่ภายนอกยังคงนิ่งเย็นชา ยังไม่กล้ายอมรับ ปรางทิพย์กดเสียงที่อัดไว้ให้หยุด แล้วรีบอธิบายต่อ
      
       “พี่ภัคบอกคุณพ่อว่า เพราะความรักของผู้หญิงคนหนึ่ง ทำให้เค้ายอมยกโทษให้คุณแม่ หวังว่าความรักที่คุณพ่อมีต่อปรางจะทำให้คุณพ่อยกโทษให้คุณแม่ด้วยเช่นกัน”
       ปรางทิพย์มองหน้ารสา
       “ปรางรู้ว่า ผู้หญิงคนนั้นคือ พี่รส”
       รสาสีหน้ายังนิ่ง เหมือนไม่รู้สึกอะไร แต่น้ำตาไหลออกมา ปรางทิพย์จับมือรสา
       “พี่รสร้องไห้ แสดงว่า พี่รสก็รักพี่ภัคใช่มั้ยคะ”
       ชีวินเจ็บจี๊ด ยืนตัวชาอยู่ที่หน้าห้อง รสาค่อยๆดึงมือออกจากปรางทิพย์แล้วปาดน้ำตา และพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ
       “มันไม่สำคัญว่าพี่จะรู้สึกยังไงกับเค้า ตอนนี้ชีวิตพี่เดินไปข้างหน้า ไม่มีวันจะหันหลังกลับ และผู้หญิงคนนั้น ที่ทำให้ภคพงษ์เปลี่ยนแปลง คงไม่ใช่พี่หรอกค่ะ พี่ไม่สำคัญมากขนาดนั้น ขอบคุณที่มาเยี่ยมนะคะ”
       รสาพูดแล้วก็เดินลุกหนี ปรางทิพย์พยายามเรียกไว้
       “พี่รส พี่รส พี่รสคะ”
       รสาหยุดฟัง
       “พี่ภัครักพี่รสจริงๆนะคะ ปรางไม่รู้ว่าพี่ภัคทำผิดอะไร ยกโทษให้พี่ภัคได้มั้ยคะ ปรางขอร้อง”
       รสาเบือนหน้าหนี ไม่อยากจะยอมรับ แล้วก็เดินออกจากห้องไป ชีวินรีบหลบ รสาเดินผ่านไป ชีวินค่อยๆโผล่ออกมา มองตามด้วยแววตาเศร้าแล้วคิด
       ปรางทิพย์นั่งอยู่ที่เดิมด้วยความกลัดกลุ้ม
      
       บริเวณริมทะเล รสาเดินออกมาจากบ้าน แล้วก็หยุดคิดถึงสิ่งที่ได้ยินมา
       “พี่ภัครักพี่รสจริงๆนะคะ ปรางไม่รู้ว่าพี่ภัคทำผิดอะไร ยกโทษให้พี่ภัคได้มั้ยคะ ปรางขอร้อง”
       รสาส่ายหน้าไม่ให้อภัย ให้อภัยไม่ได้ แล้วก็เศร้า ชีวินยืนมองรสาจากมุมหนึ่งแล้วก็มีสีหน้าหนักใจ เศร้า และ เป็นห่วง
      
       ฝนเวลาต่อมา พิทยากับคัพเค้กพูดขึ้นอย่างตกใจ เมื่อเห็นชีวินกำลังเก็บข้าวของ
       “เข้ากรุงเทพ”
       “ใช่ ผมมีธุระต้องไปทำ”
       “ธุระอะไร ทำไมต้องรีบแบบนี้ด้วยคะ” คัพเค้กถาม
       ชีวินวางมือจาการเก็บของแล้วตอบ
       “ธุระ สำคัญมาก”
       ชีวินหันไปหยิบกระเป๋า พิทยาและคัพเค้กทำหน้าเหวอๆ
       “ถ้าพี่พิทกับคัพเค้กจะอยู่ต่อก็ได้นะครับ ผมขอกลับก่อน”
       ชีวินพูดแล้วก็เดินไปเลย
       “อ้าวเฮ้ย ที่พวกฉันมา เพราะจะมาช่วยแกจัดงาน แกไม่อยู่ แล้วฉันสองคนจะอยู่ทำด๋อยอะไร กลับด้วยสิเว้ย”
       พิทยาลุกตามไปอีกคน คัพเค้กรีบหันไปหยิบกระเป๋า
       “ว้าย ไปด้วยสิคะ ไปกันหมด แล้วคัพเค้กจะอยู่กับใคร ไปด้วยค่า”
       สามคนรีบเดินพรวดพราดออกไป ห้าวมองตามด้วยความแปลกใจ
       “มันเกิดอะไรขึ้น”
      
       ปรางทิพย์ยืนคุยโทรศัพท์อยู่มุมหนึ่ง
       “ตอนนี้ปรางอยู่กับพี่รสค่ะ ภารกิจยังไม่สำเร็จ ปรางขออยู่ต่อนะคะ ม่ต้องห่วงค่ะ ที่นี่เป็นรีสอร์ต ปรางอยู่ได้ค่ะ แค่นี้นะคะคุณแม่ ถ้ามีอะไรคืบหน้า ปรางจะรีบรายงาน ถ้าปรางทำให้พี่รสเปลี่ยนใจไม่ได้ปรางจะไม่กลับค่ะ”
       ปรางทิพย์พูดด้วยความมุ่งมั่น ปรางทิพย์วางสายไป
      
       ภคพงษ์เดินสีหน้าอมทุกข์เข้ามาในบ้าน สายใจรีบเดินเข้ามารายงาน
       “คุณภัคคะ มีคนมาขอพบค่ะ”
       ภคพงษ์มองด้วยความแปลกใจ
      
       ภายในห้อง ชีวินยืนมองดูรูปพรตอยู่ ภคพงษ์เดินเข้ามาทางด้านหลังแล้วพูดขึ้น
       “คุณพ่อผมเอง”
       ชีวินหันมา
       “ผมทราบและผมก็ทราบแล้วว่าคุณแม่คุณเป็นใคร”
       ภคพงษ์ชะงักนิดๆ มองหน้าชีวิน ทั้งสองคนเผชิญหน้ากัน
       ชีวินเปิดฉาก
       “ที่ผมมาวันนี้ ผมมีเรื่องจะขอความร่วมมือ”
       ภคพงษ์รอฟังอย่างตั้งใจ
      
        “คุณก็ทราบดีว่า ผมกับรสกำลังจะแต่งงานกัน เพื่อความสบายใจของเราสามคน ผมขอร้องให้คุณปล่อยรสมาให้ผม”

       ชีวินพูดตรงๆ ภคพงษ์หันมามองหน้า และพูดตรงๆ เช่นกัน
        
       “ผมก็ไม่ได้จะเหนี่ยวรั้งอะไรเค้าไว้ และที่สำคัญ ผมก็ไม่มีสิทธิจะรั้งเค้าไว้ เพราะเค้าไม่ได้เลือกผม เค้าเลือกคุณ คุณก็รู้”
       “ใช่ รสเลือกผม แต่เค้าไม่ได้มาร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะคุณ คุณไม่ได้เหนี่ยวรั้งด้วยการกระทำ แต่คุณรั้งรสไว้ด้วยความรู้สึก ความรักของคุณทำให้รสไม่หลุดออกจากคุณ”
       “แล้วคุณจะทำให้ผมทำยังไง”
       ชีวินพูดเสียงเข้ม แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
       “หยุดความรักที่คุณมีต่อรส หยุดรักเธอ และปล่อยเธอไป”
       ภคพงษ์อึ้ง เศร้าและคิดไม่ออกว่าจะทำยังไงได้แต่ทรุดตัวลงนั่งต่อหน้าชีวิน
       ชีวินหยิบโทรศัพท์ออกมาวางไว้บนโต๊ะ และเลื่อนมาข้างหน้า
       “พูดออกมาว่าคุณไม่รักรสแล้ว เพื่อความสุขของเธอ คุณทำได้หรือเปล่า”
       ภคพงษ์อึ้งคิดหนัก ชีวินรอด้วยใจระทึก ทั้งสองคนมองหน้ากันภายใต้บรรยากาศกดดันสุดๆ
      
       ในเวลาต่อมา ชีวินเดินยิ้มนิดๆออกมา ในมือถือโทรศัพท์ไว้ ภคพงษ์ยืนอยู่ในบ้าน สีหน้าเศร้าโคตรๆ
      
       ท้องทะเลยามเช้าวันต่อมา ปรางทิพย์เดินวนไปมาด้วยอาการครุ่นคิด ห้าวกำลังเสิร์ฟอาหารเช้าให้ลูกค้าคนอื่นอยู่ก็เดินมาหาวิมลที่กำลังจัด อาหารใส่จาน
       “ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครน่ะป้า เห็นมาคุยกับรสตั้งแต่เมื่อวาน แถมยังเช่าห้องพักแบบไม่มีกำหนดกลับอีก”
       วิมลเงยหน้ามองนิดๆแล้วบอก
       “น้องสาวคุณภคพงษ์”
       ห้าวหันขวับมาทางวิมล
       “หะ น้องสาวไอ้ไฮโซนั่นน่ะนะ แล้ว เค้ามาทำไม มาทำอะไร”
       วิมลชักสีหน้าบอก
       “เค้าจะมาทำไม มาทำอะไรก็เรื่องของเค้า มันก็ไม่ใช่หน้าที่ของแก เอาอาหารไปเสิร์ฟ เนี่ยหน้าที่ของแก ไป”
       วิมลวางจานอาหารลงบนถาดแล้วก็ส่ายหน้าด้วยความเซ็ง
       “อยู่น้องๆสาวไอ้ไฮโซก็มา แล้วอยู่ๆไอ้ชีวินมันก็กลับกรุงเทพไม่บอกไม่กล่าว สถานการณ์แปลกๆเว้ย ไม่น่าวางใจ”
       ชีวินเดินหน้านิ่งๆเข้ามาพอดี ห้าวมองด้วยความแปลกใจ
       “เฮ้ย เมื่อวานเพิ่งไป วันนี้มาอีกแหละ มั๊ยล่ะ แปลกจริงๆด้วย”
       ชีวินกับห้าวสบตากัน ชีวินไม่สนใจเดินเลี่ยงไปที่บ้านพักของรสาทันที
      
       ชีวินกับรสานั่งคุยกันอยู่ในห้องรับแขก รสาถามด้วยความแปลกใจ
       “วินจะให้รสฟังอะไรนะ”
       “ฟังคำสารภาพของภคพงษ์ รสจะได้รู้ว่าผู้ชายคนนี้จริงๆแล้วคิดอะไรกันแน่”
       รสาสะอึก ชีวินวางโทรศัพท์ที่อัดเสียงไว้ตรงหน้ารสา รสารอฟังด้วยความตื่นเต้นลึกๆ
      
       ภคพงษ์นั่งอยู่ด้วยความลำบากใจ ขณะที่ชีวินกำลังอัดเสียง
       “รสาเป็นผู้หญิงที่ไม่เหมือนคนอื่น เธอทำให้ผมไม่สามารถละสายตาจากเธอได้ นับตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน”
       ภาพของรสาที่ภคพงษ์เจอครั้งแรกในงานแต่งงานของเพื่อนที่สวน
       รสานั่งฟังและพยายามคุมสติ
       “เธอมีอะไรบางอย่างที่ดึงให้ผมต้องสนใจเธอ ความไม่ยอมคน ความไม่ยอมแพ้ ทำให้ผมยิ่งอยากเอาชนะ”
       บรรยากาศที่ภคพงษ์กับรสาแกล้งกันไปมา ทั้งตอนไปดูโอ่งที่ราชบุรี ตอนไปเที่ยวทะเล ผ่านเข้ามา
       ภคพงษ์นั่งพูดต่อ
       “ผมสนใจรสา เพราะผมต้องการเอาชนะเธอ”
       ภคพงษ์กัดฟันพูดด้วยความเศร้า ตาเริ่มแดงๆ ชีวินมองหน้าภคพงษ์อย่างไม่วางตา จับสังเกตทุกคำพูด
       “ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ไม่สนใจผม เพราะฉะนั้น สิ่งเดียวที่ผมต้องการ คือทำให้รสารักผมให้ได้”
       รสานั่งฟัง ใจเต้นโครมคราม ดวงตาร้อนผ่าว ความผิดหวังค่อยๆเพิ่มขึ้น
       ชีวินมองหน้ารสาอย่างไม่วางตาเช่นกัน รสานั่งฟังด้วยตาร้อนผ่าน กำมือแน่นด้วยความเสียใจ
       ภคพงษ์กำมือแน่นกัดฟันพูดต่อ
       “ผมยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ความรักจากเธอ ทั้งๆที่ ผมไม่ได้รักเธอเลย ทุกอย่างที่ทำ เพื่อต้องการเอาชนะเธอเท่านั้น”
       รสา ตาแดงกร่ำ และน้ำตาก็ค่อยๆร่วงลงมา ชีวินมองแล้วก็เศร้าใจ ชีวินคิดดหนัก
       “ผมไม่เคยรักรสา ทุกสิ่งที่ผมทำเพื่อจะเอาชนะเธอเท่านั้น รวมทั้งคลิปเสียงของปรางทิพย์ มันไม่ใช่ความรู้สึกที่แท้จริง ความจริงคือผมไม่เคยรักเธอ”
       ภคพงษ์น้ำตาร่วง ไม่ต่างจากรสา ชีวินมองด้วยความเศร้าใจหนักกว่าเดิม
      
       ภคพงษ์ร้องไห้แบบแมนๆ น้ำตาไหล ทั้งที่หน้ายังนิ่ง และเสียงไม่สั่น

รสาร้องไห้ น้ำตาร่วงรินอาบสองแก้ม แต่หน้านิ่ง กดข่มความรู้สึกสุดๆ ชีวินกดปิดหยุดเสียงที่บันทึกไว้แล้วก็พูดขึ้น
      
       “รส ผมตัดสินใจแล้ว ผมขอยกเลิกงานแต่งงานทั้งหมด”
       รสาอึ้ง ชีวินพูดต่อ
       “เราแต่งงานกันไม่ได้ เพราะคุณไม่ได้รักผม”
       รสาอึ้งไปมองหน้าชีวิน
       “วิน”
       “คุณรักภคพงษ์ และเค้าก็รักคุณ รักมากด้วย”
       รสาอึ้ง
       “แต่สิ่งที่เค้าพูดเมื่อกี้ วินก็ได้ยิน”
       ชีวินพูดต่อ
       “ภคพงษ์โกหก เค้ายอมที่จะเจ็บปวดเพื่อปล่อยให้คุณมีความสุข สิ่งที่เค้าพูดมาทั้งหมด มันไม่ใช่ความจริง และเค้าก็เสียใจมากที่ต้องพูดแบบนี้”
       “วิน พูดอะไร รสไม่เข้าใจ”
       “วินบอกว่า รสยังตัดใจจากเค้าไม่ได้ เพราะความรักของเค้า ถ้าเค้าอยากให้รสมีความสุข ต้องพูดว่าเค้าไม่ได้รักรส และผู้ชายที่แสนจะถือตัว เย่อหยิ่ง ทะนงตน ก็ยอมทำ ยอมที่จะเป็นผู้ร้าย เป็นคนผิด ยอมให้รสเกลียด เพื่อรสจะได้มีความสุข”
       ชีวินมองจ้องหน้ารสา
       “สิ่งที่เค้าทำ มันพิสูจน์แล้วว่า ภคพงษ์รักรส มากกว่าที่วินรัก”
       รสาอึ้ง ชีวินพูดต่อ
       “เพราะถ้ามีคนมาสั่งให้วินพูดว่าวินไม่รักรสแล้วเพื่อปล่อยให้รสไปรักคนอื่น วินคงทำไม่ได้”
       รสามองชีวินด้วยความสงสาร ชีวินหยิบการ์ดแต่งงานที่วางกองแล้วก็ทิ้งขยะ
       “การ์ดพวกนี้ไม่จำเป็นต้องใช้อีกแล้ว”
       รสาตกใจนิดๆ
       “วิน”
       “วินไม่ได้ทิ้งประชดให้สะใจนะ แต่วินขอยกเลิกงานแต่งงานจริงๆ รสคงไม่ว่าอะไรวินนะ”
       “รส รส”
       จู่ๆ รสาก็พะอืดพะอม แล้วก็ลุกพรวดขึ้นไปที่ห้องน้ำ แล้วก็อาเจียนเสียงดังออกมา ชีวินมองด้วยความแปลกใจ
       “รส”
       รสาอาเจียนอยู่ในห้องน้ำ อาเจียน อาเจียน และอาเจียน
      
       ปรางทิพย์เดินเข้ามา เห็นการ์ดแต่งงานอยู่ในถังขยะก็มองอย่างงงๆ พลางหยิบขึ้นมามองดูด้วยความสงสัย
      
       รสาอาเจียนอยู่ในห้องน้ำจนหมดไส้หมดพุงก่อนจะล้างปากและเดินออกมา ชีวินยืนรออยู่
       “รสเป็นอะไร แค่วินยกเลิกงานแต่งงานถึงกับอาเจียนใส่หน้าเลยเหรอ” ชีวินพูดยิ้มๆ
       มุมหนึ่งไม่ห่างกัน ปรางทิพย์เดินเข้ามาพอดีก็ชะงัก
       “ยกเลิกงานแต่งงาน”
       ปรางทิพย์รีบเข้ามาแอบฟัง ด้วยความเป็นห่วง รสามองชีวินด้วยความเสียใจ
       “วิน เรื่องงานแต่งงานของเรา”
       รสาจะพูดต่อ แต่ ชีวินส่ายหน้า
       “ไม่ต้องพูดแล้วรส วินตัดสินใจแล้ว”
       รสาคิดหนัก แต่ก็ต้องยอม
       “รส ขอโทษนะวิน”
       “ไม่ต้องขอโทษ เพราะวินไม่โกรธรสอยู่แล้ว รสก็รู้”
       “ขอบใจมากนะวิน รสขอบใจมาก วินเป็นเพื่อนที่ดีจริงๆ ดีที่สุดในโลกเลย”
       “แต่มันก็ยังไม่ดีพอที่รสจะรัก”
       รสาชะงักไปนิดๆ แววตารู้สึกผิด
       “แต่ก็อย่างว่าความดีกับความรักมันเทียบกันไม่ได้ แล้วมันก็แทนกันไม่ได้”
       “ผู้หญิงคนไหนที่ได้แต่งงานกับวิน จะต้องโชคดีมากๆ รสคงไม่มีบุญพอ”
       ชีวินยิ้มเขินๆ
       “วินก็คงไม่มีวาสนาจะได้แต่งกับรสเหมือนกัน”
      
       ทั้งสองคนมองหน้ากันด้วยความเข้าใจ ความเป็นเพื่อนกลับมาอีกครั้ง

       ความรู้สึกดีๆ ทำให้วิกฤติคลี่คลายได้ อย่างมหัศจรรย์ ชีวินถามตรงๆ
      
       “รสไม่ต้องแต่งงานกับวินแล้ว รสจะทำยังไงเรื่องภคพงษ์”
       รสาหุบยิ้ม
       “รสไม่แต่งกับวิน ไม่ได้แปลว่ารสจะได้อภัยเค้า”
       ปรางทิพย์แอบเศร้านิดนึง ชีวินถามต่อ
       “ทำไม”
       “รสไม่อยากเป็นเหมือนพิม รักคนที่จิตใจหยาบ รักคนที่พร้อมจะทำลายทุกอย่าง แม้แต่คนที่ตัวเองรัก รสอยู่กับคนแบบนั้นไม่ได้”
       “รสไม่ควรจะเอาตัวเองไปเปรียบกับพิม เพราะไอ้วาริชมันไม่ได้รักพิม แต่ภคพงษ์ไม่ใช่ รสต้องเลิกดูที่ความผิดถูก แต่ต้องดูทีหัวใจ ดูว่ารสรู้สึกยังไงกับภคพงษ์”
       ปรางทิพย์แอบฟังแล้วก็อมยิ้มนิดๆ..พอใจกับคำพูดของชีวิน
       “ ไม่ว่ารสจะดูจากอะไร รสก็ไม่มีทางไว้ใจคนอย่างภคพงษ์”
       ชีวินส่ายหน้าแล้วก็นึกบางอย่างได้
       “ดื้อจริงๆ เฮ่อ เออ แล้วรสอาเจียนแบบนี้ มานานหรือยัง”
       “ก็สามสี่วันแล้ว กินอะไรก็ไม่ค่อยลง เวียนหัว แล้วก็อาเจียน ช่วงเช้าจะเป็นหนักหน่อย”
       ชีวินชะงักคิดถึงคำพูดของภคพงษ์ที่มาระยองเมื่อครั้งที่แล้ว
       “แต่รสากำลังจะเป็นภรรยาของผม ผมต้องเกี่ยว คุณมีอะไรก็พูดมาตรงนี้ พูดออกมาเลย”
       “คงต้องถามรสาอนุญาตให้ผมพูดหรือเปล่า เรื่องระหว่างเราสองคน มันลึกซึ้งจนบางที เธออาจจะไม่อยากให้คนอื่นรู้”
       ชีวินเริ่มเอะใจ
       “ รส ขอถามหยาบคายหน่อยนะ ประจำเดือนมาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่”
       รสาคิด
       “ก็ประมาณ...”
       รสาไม่กล้าพูดออกมาว่าสองเดือนที่แล้ว
       ชีวินมองหน้ารอคำตอบ รสาเงียบตอบไม่ได้ ชีวินเหมือนจะรู้คำตอบทันที ชีวินพูดต่อ
       “รส ไปตรวจเถอะ วินพาไปเอง”
       รสาคิดตามก็ใจหายวาบ ชีวินมองด้วยความเห็นใจและเป็นห่วง ที่หน้าห้อง ปรางทิพย์อึ้ง เฮ้ย หรือว่า...
      
       ปรางทิพย์รายงานสดจากภาคสนามถึงภคพงษ์ทันที
       “จริงเหรอปราง”
       ปรางทิพย์รีบรายงาน
       “จริงค่ะ ปรางได้ยินกับหูเลยค่ะ งานแต่งงานยกเลิกแล้ว และคุณชีวินก็ช่วยพูดเกลี้ยกล่อมให้พี่รสให้อภัยพี่ภัคด้วยนะคะ พี่รสเหมือนจะใจอ่อนแล้วค่ะ พี่ภัค รีบมาหาพี่รสตอนนี้เลยนะคะ”
       ภคพงษ์รีบบอก
       “โอเค พี่จะรีบไปเดี๋ยวนี้”
       ปรางนึกได้รีบพูดขึ้น
       “พี่ภัคคะ ยังมีอีกเรื่องนึงค่ะ แต่ปรางยังไม่บอกตอนนี้ดีกว่า รอให้ปรางแน่ใจกว่านี้ก่อน แล้วจะรีบบอก พี่ภัคขับรถดีๆนะคะ แล้วเจอกันค่ะ”
       ภคพงษ์ไม่ติดใจเพราะห่วงจะไปหารสาอย่างเดียวเท่านั้น
       “ครับ เจอกัน เอ่อ ปราง ขอบใจมาก น้องสาว”
       ปรางทิพย์ยิ้มรับ
       “ด้วยความยินดีเลยค่ะพี่ชาย”
       ปรางทิพย์ยิ้มสดใส วางหูไปอย่าง ลุ้นๆ
      
       ภคพงษ์วิ่งมารื้อของที่โต๊ะ แล้วก็เจอกล่องแหวนแต่งงานที่เตรียมไว้ที่จะขอรสาหลายครั้งแล้ว ไม่ได้ขอสักที ภคพงษ์มองแล้วก็ยิ้ม รีบหยิบมากำไว้และวิ่งออกไป
      
       ทันทีที่ห้าวรู้ข่าวก็โพล่งขึ้นมาด้วยความดีใจ
       “ยกเลิกงานแต่งงาน”
       ชีวินทำหน้าเซ็งๆ พร้อมกับวิมลหันมาเอ็ดห้าว
       “ทำไมต้องแหกปากด้วยวะไอ้ห้าว” พร้อมถาม
       “ก็มันเป็นข่าวดีที่สุดในโลกนี่ลุง ดีแล้วที่คิดได้ เชื่อฉันซะตั้งแต่แรกก็ไม่ต้องเสียเงิน เตรียมงาน เป็นไงล่ะ สุดท้ายก็ไม่ได้แต่งจริงๆ” ห้าวหันมาพูดกับชีวิน
       “เงียบไปแล้วนะไอ้ห้าว ถ้าเอ็งขืนพูดมากกว่านี้ จะไล่กลับบ้านพ่อเอ็งเลย” วิมลว่า
       ห้าวจำใจต้องหยุด แต่ก็หันไปทำ “เยส” อย่างสะใจ วิมลหันมาถามชีวิน
       “วิน มันเกิดอะไรขึ้น”
       “รสเค้าไม่ได้รักผมครับ” ชีวินตอบอย่างหนักใจ
      
       “นั่นไง” ห้าวหันมา โพล่งขึ้นประสาปากไว

       วิมลหันขวับมาส่งสายตาเป็นเชิงตำหนิ ห้าวหุบปาก ยิ้มกริ่ม
      
       “รสเค้ามีคนที่เค้ารักอยู่แล้ว” ชีวินบอก
       ห้าวยิ้มกว้างขึ้น
       “ไม่ใช่คนแถวนี้”
       ห้าวหุบยิ้มทันที ชีวินพูดต่อ
       “ผมคิดว่า มันจะดี ถ้ารสได้แต่งงานกับคนที่เค้ารักอย่างแท้จริง”
       “มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก” ห้าวบอก
       ชีวินหันกลับมาสวน
       “ ใช่ มันไม่ง่าย และคนผู้ชายคนนั้นก็ต้องพิสูจน์ตัวเค้าเอง”
       วิมลคิดแล้วก็ถามตรงๆ
       “วินหมายถึงคุณภคพงษ์ใช่มั้ย”
       ชีวินพยักหน้าด้วยความจำยอมรับความจริง ห้าวโคตรหงุดหงิด
      
       บนถนนเส้นทางไประยอง ภคพงษ์ขับรถมาด้วยความเร็ว ภคพงษ์ปรายตามามองแหวนที่อยู่ข้างๆแล้วก็ยิ้ม เมื่อหันไปเบื้องหน้าอีกครั้งมีรถตัดหน้า ภคพงษ์เบรกเอี๊ยดจนรถเสียหลัก
      
       เวลาดียวกัน รสาเดินอยู่ในร้านขายยา มองหาที่ทดสอบการตั้งครรภ์ แล้วก็หยิบขึ้นมาหนึ่งอันด้วยใบหน้าครุ่นคิดและเครียด ที่ด้านหลังเห็นปรางทิพย์แอบสะกดรอยตามมาแอบดู
      
       รถภคพงษ์จอดเอี๊ยด รอดพ้นการชนมาได้ ภคพงษ์นั่งอยู่ในรถด้วยความตื่นเต้น หายใจหอบแรง ไม่เคยคิดรักชีวิตเท่านี้มาก่อน ภคพงษ์ค่อยๆรวบรวมสติแล้วขับรถต่อไปอย่างระมัดระวัง
      
       ภายในรีสอร์ตพร้อม รสาเดินเข้ามาในบ้านแล้วมองซ้ายมองขวา พอเห็นทางสะดวกก็รีบเดินเข้าห้องน้ำไปทันที
       ปรางทิพย์แอบดูอยู่ไม่วางตา
       ภายในห้องน้ำ ผลจากแผ่นทดสอบการตั้งครรภ์ยืนยันว่า รสาท้อง !!
       “เป็นไปได้ยังไง” รสาใจเต้นแรงด้วยความเครียด
       รสาส่ายหน้าอย่างหนักใจ เสียงห้าวเรียกดังเข้ามา
       “ รส รส รสอยู่หรือเปล่า”
       รสารีบกวาดอุปกรณ์ใส่ถุงแล้วทิ้งลงในถังขยะ ก่อนโพล่งตอบออกไป
       “อยู่จ้ะ”
       รสารีบเปิดประตูออกไป
      
       รสาเปิดประตูห้องน้ำออกมายืนด้วยสีหน้าซีดๆ ห้าวถาม
       “ รสเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมหน้าซีดๆ”
       “ไม่เป็นไรจ้ะ”
       “แล้วนี่รสหายไปไหนมา เมื่อกี้พี่เดินตามหาตั้งนาน ถามใครก็ไม่มีใครเห็น”
       “เอ่อ รสไปซื้อของที่ตลาดมาจ้ะ พี่ห้าวมีอะไรหรือเปล่า”
       “ลุงกับป้าให้มาตามไปกินข้าว”
       “ขอบใจจ้ะ งั้นเรารีบไปกินกันเถอะ รสก็เริ่มหิวแล้ว”
       “รส ก่อนไป พี่มีเรื่องจะถาม”
       รสารอฟัง ห้าวพูดต่อ
       “เรื่องยกเลิกงานแต่งงาน พี่เห็นด้วยนะ แต่เรื่องที่ไอ้หน้าแหยมันพูดถึงไอ้ไฮโซ พี่ไม่เห็นด้วย”
       รสาตัดบทเปลี่ยนเรื่องทันที
       “รสว่าเราอย่าเพิ่งคุยเรื่องนี้เลย รสหิวแล้ว เราไปกินข้าวกันเถอะ นะจ้ะ”
       ห้าวพยักหน้าอย่างจำใจ รสารีบพาห้าวเดินไป
       รสาแอบจับท้องตัวเองเบาๆ แล้วก็พยายามดึงสติกลับมา ทำตัวปกติและเดินตามห้าวไป ปรางทิพย์ค่อยๆโผล่หน้ามาแล้วมองไปที่ห้องน้ำทันที
      
       ปรางทิพย์โผล่พรวดเข้ามาในห้องน้ำ รีบรื้อหาหลักฐาน และเห็นถุงในถังขยะ ปรางทิพย์กลั้นใจ หยิบถุงจากถัง
       ขยะมาแล้วเปิดรื้อๆ ดู และก็เจอผลตรวจ ปรางทิพย์ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ
       “พี่รส ท้องจริงๆด้วย”
      
       ปรางทิพย์คิดถึงภคพงษ์ขึ้นมาจับใจ




ยังไม่จบ 

No comments:

Post a Comment