Friday, October 12, 2012

อ่านละครไทย ตะวันทอแสง ตอนที่ 14

  รัชนี ขับรถไปสนามบินด้วยความร้อนใจ ในขณะที่ด้านหลังภคพงษ์ขับตามมาอย่างเร็ว เมื่อรัชนีมองกระจกหลังเห็นรถภคพงษ์ตามมา ก็ตกใจ รีบเร่งความเร็วหนี
      
       ปรางทิพย์หันมามอง เห็นรถภคพงษ์ก็เริ่มไม่สบายใจ รัชนีเร่งความเร็วถึง 140
       ภคพงษ์อัดเครื่องเร่งตามรัชนีไปด้วยความแค้นจนถึงระยะประชิด
      
       ภายในรถ ปรางทิพย์มองรัชนีที่ขับรถไปอย่างเร็ว และภคพงษ์ขับไล่ตามมาอย่างมีพิรุธ ปรางทิพย์ก็ถามด้วยความข้องใจ
       “คุณแม่ ตกลงคุณแม่กับพี่ภัคเป็นอะไรกันแน่คะ”
       รัชนีอึกอักแล้วก็เฉไฉบอก
       “แม่จะบอกทุกอย่างให้ปรางฟัง ต่อเมื่อเราไปจากที่นี่แล้วเท่านั้น”
       รัชนีพูดไปก็ขับรถหนีภคพงษ์ไปด้วย
       ปรางทิพย์ไม่ยอม
       “ทำไมคะ ทำไมเราจะอยู่ที่นี่ไม่ได้ คุณแม่จะหนีพี่ภัคใช่มั้ยคะ ทำไมคุณแม่ถึงต้องหนีพี่ภัคด้วยคะ”
       รัชนีตวาดลั่น
       “หยุดถามซะที รู้ไว้อย่างเดียว เราต้องไปจากที่นี่ นั่งดีๆ รัดเข็มขัด”
       “ไม่ ถ้าคุณแม่ไม่บอกความจริง ปรางจะกระโดดลงจากรถเดี๋ยวนี้”
       รัชนีหันมาด้วยความตกใจ ปรางทิพย์มองตอบด้วยความมั่นใจ รัชนีขับรถไป มองปรางทิพย์ไปด้วย ด้วยความเป็นห่วง
       “อย่านะปราง”
       ปรางทิพย์ทำท่าจะเปิดประตู รัชนีพยายามดึงยื้อไว้ด้วยมือเดียว
       ทันใดนั้นรถภคพงษ์ก็เร่งเครื่องจะแซง รัชนีตกใจรีบเร่งเครื่องหนีขณะที่ยังยื้อปรางทิพย์ไปด้วย ความชุลมุนที่เกิดขึ้นทำให้รัชนีไม่ทันเห็นว่าข้างหน้าเป็นไฟแดง
       รถรัชนีเร่งฝ่าไฟแดงออกมาในขณะที่รถจากอีกฝั่งก็พุ่งออกมาพอดี เสียงแตรรถดังสนั่น
       ทั้งปรางทิพย์และรัชนีร้องกรี๊ดด้วยความตกใจ
       “คุณแม่”
       “ปราง”
       เสียงรถชนดังโครม ภคพงษ์ตกใจเหยียบเบรกกะทันหัน
       “ แม่” ภคพงษ์ตกใจตะโกนลั่นออกมาโดยไม่รู้ตัว
       ภายในโรงพยาบาล รถพยาบาลแล่นเข้ามาจอดเทียบที่หน้าห้องฉุกเฉิน บุรุษพยาบาล พยาบาล ต่างรีบวิ่งเข้ามาเข็นรถคนไข้ลงจากรถ รัชนีและปรางทิพย์ถูกลำเลียงเข็นเข้าไปในโรงพยาบาล
       ปรางทิพย์อาการไม่หนักมาก ยังพอรู้สึกตัว
       “คุ..คุณแม่”
       ปรางทิพย์หันไปทางรถพยาบาลที่รัชนีนอนอยู่ในอาการสาหัส เลือดโทรมตัว ไม่ได้สติ
       ภคพงษ์วิ่งเข้ามา มองซ้ายมองขวา เห็นรถเข็นรัชนีและปรางทิพย์ก็รีบวิ่งไปหา ทั้งคู่ถูกเข็นเข้าไปในห้องไอซียู
       ภคพงษ์วิ่งตามจะเข้าไปแต่พยาบาลกันไว้
       “เข้ามาไม่ได้นะคะ ญาติคนไข้รออยู่ข้างนอกก่อนค่ะ”
       ภคพงษ์จำใจต้องรออยู่ด้านหน้า
      
       ในเวลาต่อมา เผด็จและสุวิทย์เดินเข้ามาด้วยความร้อนใจ ภคพงษ์นั่งรออยู่ที่หน้าห้องผ่าตัด
       “คุณภัค”
       ภคพงษ์หันมาด้วยสีหน้าแย่ สุวิทย์รีบเดินเข้ามาหา
       “มันเกิดอะไรขึ้น ทำไม ทำไมถึงเกิดอุบัติเหตุได้ แล้วตอนนี้ปรางทิพย์กับรัชนีเป็นยังไงบ้าง”
       “น้องปรางปลอดภัยแล้ว”
       “แล้วคุณรัชล่ะ คุณรัชเป็นยังไงบ้าง”
       ภคพงษ์อึกอัก ไม่กล้าตอบ
       ทันใดนั้นประตูห้องไอซียูก็เปิดออกมา พร้อมกับพยาบาที่เดินออกมาด้วยความตกใจ
       “ญาติคุณรัชนีอยู่ที่นี่หรือเปล่าคะ”
       สุวิทย์หันไปรีบเดินไปหา
       “ผมเองครับ ผมเป็นสามีครับ ภรรยาผมเป็นยังไงบ้าง”
       “ตอนนี้คนไข้เสียเลือดมาก เราต้องการเลือดกรุ๊ป AB-ve (เอบีเนกกาทีฟ) ด่วนค่ะ เลือดกรุ๊ปนี้หายากมาก เลือดสำรองของโรงพยาบาลไม่มีเลยค่ะ ไม่ทราบว่าญาติผู้ป่วยมีเลือดกรุ๊ปนี้หรือเปล่าคะ”
       สุวิทย์ส่ายหน้าด้วยความร้อนใจ
       “ผมกับลูกไม่ใช่กรุ๊ปนี้”
       ภคพงษ์ลุกขึ้นทันที
       “ผมมีครับ ผมมีเลือดกรุ๊ปเอบีเนกกาทีฟ”
       สุวิทย์หันมามองภคพงษ์ด้วยความแปลกใจ
       “เอาเลือดของผมไปเลยครับ”
       ภคพงษ์พูดจากใจอย่างร้อนรน สัญชาติญานของความรัก ความห่วงใยได้ปรากฎออกมาในสภาวะคับขัน
       
       เผด็จมองภคพงษ์ด้วยความตื้นตัน

       รสาเดินเข้ามาในโฮมสเตย์ของอาภรณ์ หันมาทางชีวินที่ช่วยอาภรณ์ยกกระเป๋าเดินทางมาวางไว้ข้างๆ
      
       “ขอบใจมากนะวินที่ขับรถพาเรากับป้าไประยอง”
       ชีวินเดินมาหา
       “เล็กน้อยน่ะรส มากกว่านี้วินก็ทำให้ได้ รส ถ้ารสยังไม่อยากไปทำงาน เราบอกพี่พิทตี้ให้ก็ได้นะ เอาไว้พร้อมเมื่อไหร่แล้วค่อยกลับไปทำงาน”
       “ก็ดีเหมือนกัน รสยังรู้สึกเหมือนตัวเองไม่อยู่ในโลกความเป็นจริง ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมากจริงๆ เร็วจนรสทำใจไม่ได้”
       ชีวินจับมือรสา
       “รสหมายถึงเรื่องของพิม หรือว่า...มีเรื่องอื่นด้วย”
       รสาสะอึก แล้วค่อยๆมองหน้าชีวิน ชีวินรอฟังคำตอบ รสากลืนน้ำลายแต่ไม่ตอบ
       “รสขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะ รู้สึกไม่ค่อยสบายตัว ขอบใจอีกครั้งนะวิน ขอบใจจริงๆ”
       รสาปล่อยมือจากชีวินแล้วก็เดินขึ้นห้องไป ชีวินอยากจะถามต่อ แต่เห็นรสาไม่พูดก็จำใจต้องเงียบต่อไป
      
       รสาเดินเข้ามาในห้องนอนแล้วก็ถอนใจด้วยความอึดอัด และรู้สึกผิดต่อชีวิน รสาวางกระเป๋าสะพายไว้บนโต๊ะ แล้วก็นึกได้ รสาหยิบโทรศัพท์มือถือมาดูแล้วก็ชะงักนิดๆ ที่เห็นเบอร์ภคพงษ์โชว์ว่าไม่ได้รับ
       รสาหยิบมาดูชื่อแล้วก็คิด ก่อนจะกดโทร.ออก
      
       โทรศัพท์มือถือของภคพงษ์ดังขึ้น โทรศัพท์อยู่ในมือเผด็จ เผด็จดูหน้าจอเห็นชื่อรสา แล้วก็กดรับ
       “สวัสดีครับคุณรสา ผมเผด็จนะครับ ตอนนี้คุณภัคไม่สะดวกรับสาย ฝากโทรศัพท์ไว้กับผม”
       รสาพยักหน้ารับทราบแล้วก็ถามต่อ
       “รสเห็นเบอร์คุณภคพงษ์โทรมาแต่รสไม่ได้รับ คุณเผด็จทราบหรือเปล่าคะ ว่าเค้ามีธุระอะไร”
       “ไม่ทราบครับ”
       “แล้วตอนนี้เค้าอยู่ที่ไหนคะ”
       เผด็จหนักใจก่อนจะตอบ
       “คุณภัคอยู่ที่โรงพยาบาลครับ”
       รสาตกใจ
       “โรงพยาบาล คุณเผด็จคะ เกิดอะไรขึ้นคะ”
       รสารอฟังด้วยความอยากรู้และรู้สึกสังหรณ์ใจ
      
       ภคพงษ์นอนให้เลือดอยู่ในห้อง ภคพงษ์มองดูเลือดที่ค่อยออกจากร่างกาย แววตาของภคพงษ์อ่อนลง ความรู้สึกผิดและสติค่อยๆงอกเงยจากความแค้น
       ปรางทิพย์นอนสลบให้น้ำเกลืออยู่ในห้องพัก สุวิทย์นั่งอยู่ในห้องพักและนั่งมองปรางทิพย์ด้วยความสงสาร และเสียใจ รสาเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าห้อง มองผ่านกระจกเข้ามาเห็นปรางทิพย์ที่นอนพักอยู่ มีผ้าผันแผลที่ศรีษะ และแขน รสารู้สึกสงสารจับใจ เข้าใจผิดและโกรธภคพงษ์สุดขีด
       “เกินไปแล้ว ทำไมต้องทำกันถึงขนาดนี้ คุณทำเกินไปแล้ว..คุณภคพงษ์”
       รสาสะบัดตัวออกไปอย่างเร็ว
      
       ภคพงษ์ทรุดตัวลงนั่งที่โซฟาหน้าห้องไอซียู รอฟังผลการรักษาด้วยความอ่อนเพลีย ที่ข้อพับเห็นมีสำลีติดไว้
       หลังจากการให้เลือด ภคพงษ์หมดแรง เพลีย และเศร้าอย่างเห็นได้ชัด รสาเดินเข้ามา ภคพงษ์แปลกใจอย่างแรง
       “รสา”
       ภคพงษ์ดีใจ เพราะคิดว่าเธอคงจะมาเพื่อปลอบใจ หรือให้กำลังใจ ภคพงษ์ยันตัวลุกขึ้น พร้อมกับยิ้ม
       รสาเดินตรงเข้ามา ภคพงษ์เดินเข้าไปหา
       “ผมกำลังคิด...”
       ภคพงษ์จะบอกว่า “คิดถึง” แต่ยังไม่จบ รสาฟาดมือตบหน้าภคพงษ์อย่างแรง ภคพงษ์นิ่งอึ้ง ยืนตะลึงอยู่ที่เดิม
       รสาพูดลั่นด้วยความโกร
       “ไหนคุณสัญญากับฉันว่าจะหยุดไงล่ะ ต้องให้มีคนตายก่อนใช่มั้ย คุณถึงจะหยุดได้ ทีนี้สะใจ สมใจคุณรึยัง.. คุณภคพงษ์”
       ภคพงษ์หันมาจับแขนรสา
       “รสาฟังผมก่อน ผมไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้”
       รสาสะบัดแขนออก
       “พอได้แล้ว หยุดโกหกฉันสักที ในสายตาคุณฉันคงเป็นผู้หญิงที่โง่มาก จะหลอกอะไรก็ได้ จะพูดอะไรฉันก็เชื่อไปหมด นี่เหรอ ที่คุณบอกว่า คุณจะยุติทุกอย่าง”
       ภคพงษ์ของขึ้นเหมือนกัน
       “ ผมตั้งใจจะจบ แต่เค้าต่างหากที่ไม่ยอมจบ คุณไม่เห็นตอนที่เค้ามองผมด้วยความรังเกียจ เค้าไม่เคยเห็นผมอยู่ในสายตา และเค้าก็กำลังจะทิ้งผมไปอีกเป็นครั้งที่สอง ผมทนไม่ได้ คุณเข้าใจผมนะรสา คุณต้องเข้าใจผม”
       “ฉันไม่เข้าใจ และฉันก็ไม่อยากเข้าใจด้วย คุณใช้แต่อารมณ์เป็นใหญ่ ไม่เคยคิดถึงจิตใจของคนอื่น คุณคิดแต่จะแก้แค้น เกลียดชัง แม้แต่อารมณ์ของตัวเองคุณยังควบคุมไม่ได้ คุณจะให้ฉันมั่นใจ เชื่อใจคุณได้ยังไง”
       รสาโกรธจนน้ำตาร่วง ภคพงษ์มองรสาด้วยความเสียใจ
       “วันนี้คุณพูดอย่าง พรุ่งนี้คุณทำอีกอย่าง ตามแต่อารมณ์จะพาคุณไป ฉันจะไม่ทนอีกแล้ว พอกันที สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเรา ฉันจะคิดซะว่ามันเป็นฝันร้าย ตอนนี้ฉันตื่นแล้ว ฉันขอไปจากชีวิตที่แสนจะมืดมิดของคุณซะที เชิญคุณจมอยู่กับชีวิตมืดๆของคุณต่อไปคนเดียวเถอะ ลาก่อน ภคพงษ์”
       รสาพูดจบแล้วก็หันหลังให้ภคพงษ์เดินออกไปด้วยความเสียใจ ภคพงษ์จะตามไป
       “รสา รสา”
       ทันใดนั้นหมอเดินออกมาจากห้องผ่าตัด
       “คุณเป็นญาติคุณรัชนีหรือเปล่าครับ”
       ภคพงษ์ชะงัก หันมาทางหมอ
       “ใช่ครับ”
      
       ภคพงษ์หันไปตอบ ในเสี้ยววินาทีนั้น เขายอมปล่อยรสาไป

       รสาเดินจ้ำอ้าวๆ มาถึงทางเดินที่ไม่มีคน หยุด ค่อยๆ คิด อารมณ์เริ่มนิ่งขึ้น รสาค่อยหันหลังกลับมาและเห็นว่าภคพงษ์ไม่ได้ตามมา รสาหันกลับมาแววตาแข็งกร้าวเหมือนเดิม และเดินออกไปอย่างตัดใจ
      
       รัชนีนอนอยู่บนเตียงในห้องพัก มีสายระโยงระยาง ภคพงษ์เดินเข้ามาพอเห็นรัชนีก็โล่งใจ หมอหันมาบอกภคพงษ์
       “คนไข้ปลอดภัยแล้วนะครับ เพราะเลือดที่คุณให้มา ทำให้การผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดี ยินดีด้วยครับ”
       “ขอบคุณครับ”
       หมอพูดจบก็เดินออกไป พยาบาลเดินตามออกไปด้วย ในห้องเหลือภคพงษ์และรัชนีสองคน ภคพงษ์ยืนมองรัชนีที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด รัชนีนอนนิ่ง ยังไม่รู้ตัว ภคพงษ์เดินเข้ามาหา เอื้อมมือมาจะจับมือแม่
       ทันใดนั้นเองประตูก็เปิดออก สุวิทย์เดินพรวดพราดเข้ามา ภคพงษ์ต้องหดมือกลับ
       “รัช รัช รัชเป็นยังไงบ้าง”
       สุวิทย์รีบเข้ามาหารัชนีด้วยความเป็นห่วง ภคพงษ์เห็นแล้วก็ค่อยๆ ถอย เดินออกมาอย่างเงียบๆ
      
       ภายในห้องพัก ปรางทิพย์นอนอยู่บนเตียง ภคพงษ์เดินเข้ามามองด้วยความสงสาร ปรางทิพย์ยังไม่รู้สึกตัว
       ภคพงษ์เดินเข้ามาและนั่งลงข้างๆ มองปรางทิพย์แล้วครุ่นคิด ด้วยความรู้สึกผิดกับภาพการกระทำเลวร้ายต่างๆที่เคยทำไว้กับแม่และน้องของ ตัวเอง / ตอนทะเลาะกับแม่ / ตอนทำดีกับปรางทิพย์ / ตอนบอกแม่ว่าจะแต่งงาน / ตอนแม่เป็นลมในงานเลี้ยง / ตอนปรางทิพย์ยิ้มมีความสุข / ตอนปรางทิพย์ทะเลาะกับแม่ต่อหน้าตัวเอง / ตอนแม่ลากปรางทิพย์ขึ้นรถและเกิดอุบัติเหตุ
       ภคพงษ์หลับตา ความรู้สึกผิดจู่โจมเข้ามาอย่างรุนแรงคำพูดของรสาดังแว่บเข้ามาในความคิด
       “นี่ใช่มั้ยคือสิ่งที่คุณต้องการ อยากให้มีคนตายขึ้นมาจริงๆ ถึงจะหยุดหรือไง”
       “ฉันไม่เข้าใจ และฉันก็ไม่อยากเข้าใจด้วย คุณใช้แต่อารมณ์เป็นใหญ่ ไม่เคยคิดถึงจิตใจของคนอื่น คุณคิดแต่จะแก้แค้น เกลียดชัง แม้แต่อารมณ์ของตัวเองคุณยังควบคุมไม่ได้ คุณจะให้ฉันมั่นใจ เชื่อใจคุณได้ยังไง วันนี้คุณพูดอย่าง พรุ่งนี้คุณทำอีกอย่าง ตามแต่อารมณ์จะพาคุณไป ฉันไม่อยากวิ่งไล่ตามอารมณ์ของคุณอีกแล้ว พอกันที สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเรา ฉันจะคิดซะว่ามันเป็นฝันร้าย ตอนนี้ฉันตื่นแล้วลาก่อน ภคพงษ์”
       ภคพงษ์น้ำตาซึม ความรู้สึกผิดมากล้นจนเขาตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่าง ภคพงษ์มองปรางทิพย์ด้วย
       ความสงสารเต็มหัวใจ
      
       รสาเดินครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นบนถนนกรุงเทพตอนกลางคืนในมุมสวย รสาคิดและตัดสินใจบางอย่างอย่างเด็ดเดี่ยว
       “พอกันที ภคพงษ์”
      
       ในเวลากลางคืน ชีวินนั่งอยู่ในโฮมสเตย์ของอาภรณ์ ในมือถือกล่องแหวนแต่งงานไว้ แล้วก็ครุ่นคิด
       อาภรณ์เดินมาเห็น ในมือถือถาดผลไม้มาด้วย
       “ตกลงได้คุยกับรสเรื่องนี้หรือยัง” อาภรณ์พูดพลางพยักเพยิดมาที่แหวน
       ชีวินปิดกล่องแล้วบอก
       “คุยแล้วครับ”
       อาภรณ์ตื่นเต้นขึ้นเล็กน้อย
       “เหรอ แล้วรสว่าไงบ้าง แต่งไม่แต่ง”
       ชีวินเสียงเศร้า
       “แต่งครับ”
       “อ้าว แต่ง แล้วทำไมไม่มีใครบอกป้าเลย แล้วทำไม ไม่ดีใจเหรอ”
       “ดีใจครับ แต่มันดีใจไม่สุดยังไงไม่รู้ เอาเป็นว่าถ้ารสเค้าอยากแต่งกับผมจริงๆ เค้าคงไม่ลืม แต่ถ้าเค้าไม่พูดถึงมันอีกก็แสดงว่าเค้าคงไม่อยากแต่งกับผม”
       รสาเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเศร้าๆ เหนื่อยๆ อาภรณ์หันไปเห็นพอดี
       “มาพอดี ลองคุยกันดูนะ เผื่อจะเคลียร์กันได้”
       อาภรณ์พูดให้กำลังใจ ชีวินพยักหน้ารับ มีหวังแบบไม่อยากหวัง รสาเดินเข้ามาเห็นชีวินนั่งรออยู่ ชีวินโบกมือทักทายพร้อมรอยยิ้มแสนดีเหมือนเดิม รสาเห็นแล้วรู้สึกอบอุ่นใจ
      
       รสากับชีวินนั่งอยู่ที่หน้าบ้าน ในสวน รสาหันมาทางชีวินที่นั่งอยู่ข้างๆ
       “เรื่องงานแต่งงาน รสก็ได้คำตอบแล้ว แต่งงานกันนะวิน”
       ชีวินยิ้มกว้างถาม
       “แน่ใจนะ”
       “ที่สุดอ่ะ รสตอบตัวเองได้แล้ว เราแต่งงานกันตอนนี้คือคำตอบที่ดีที่สุด”
       ชีวินยิ้มจับมือรสา
       “ขอบใจรสมากนะที่ไว้ใจวิน งั้น วินเริ่มเตรียมงานได้เลยนะ”
       รสาพยักหน้า “จ้ะ”
       ชีวินกับรสาจับมือกัน ชีวินยิ้มอย่างมีความสุข รสาพยายามยิ้มอย่างมีความสุข
      
       2-3 วันต่อมา ในยามเช้าพยาบาลเอาผ้าปิดแผลที่หน้าผากปรางทิพย์ออก ปรางทิพย์ส่องกระจก เห็นว่าอาการดีขึ้นมากแล้ว ภายในในห้องมีดอกไม้วางอยู่เต็มไปหมด
       “แผลแห้งดีแล้วนะคะ วันนี้คุณหมออนุญาตให้คุณปรางทิพย์กลับบ้านได้แล้วค่ะ”
       “ค่ะ..แล้วคุณแม่ล่ะคะ”
       “คุณรัชนีอาการก็ดีขึ้นมากแล้วค่ะ อีกไม่นานคงจะออกจากโรงพยาบาลได้เหมือนกัน”
       “ค่ะ วันนี้ปรางขอเข้าไปเยี่ยมคุณแม่หน่อยนะคะ”
       “เดี๋ยวดิฉันไปเตรียมรถเข็นมาให้นะคะ”
       “ขอบคุณค่ะ”
       พยาบาลเดินออกไป ปรางทิพย์ขยับจะลุกขึ้น หันไปเห็นดอกไม้ที่วางอยู่ก็ยิ้มนิดๆ ก่อนจะหยิบมาดู และพลิกอ่านการ์ด ที่การ์ด “หายเร็วนะครับน้องปราง..พี่ภัค”
      
       ปรางทิพย์ยิ้ม และมองไปรอบห้องที่เต็มไปด้วยดอกไม้ คิดถึงภคพงษ์ขึ้นมาทันที

       ที่หน้าห้องพักปรางทิพย์ ภคพงษ์เดินออกมา แววตานิ่งสงบ เหมือนกับตัดสินใจบางอย่างได้ และเดินตรงไปที่ห้องทันที ปรางทิพย์นั่งอยู่บนเตียง มือถือดอกไม้อยู่ ภคพงษ์เดินเข้ามา ปรางทิพย์ยิ้มรับ
      
       “พี่ภัค ปรางกำลังคิดถึงพี่ภัคอยู่ พี่ภัคก็เดินเข้ามาเลย”
       “น้องปรางเป็นยังไงบ้าง”
       “ดีขึ้นมากแล้วค่ะ วันนี้คุณหมอให้ปรางกลับบ้านได้แล้ว ที่ปรางหายเร็วก็เพราะกำลังใจกับดอกไม้ของพี่ภัคนะคะ”
       ภคพงษ์ค่อยๆหุบยิ้ม หน้าขรึมขึ้น ปรางทิพย์แปลกใจ
       “พี่ภัคไม่ดีใจเหรอคะ”
       “ดีใจครับ น้องปรางครับ พี่มีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย”
       ปรางทิพย์ใจคอเริ่มไม่ดี
       “พี่ภัคมีอะไรไม่สบายใจเหรอคะ”
       ภคพงษ์มองหน้าปรางทิพย์ คิด และตัดสินใจพูด
       “พี่ คิดว่า เราสองคนควรจะเลิกกัน”
       ปรางทิพย์อึ้ง ปล่อยดอกไม้ในร่วงหล่นลงพื้น
       “ทำไมคะ ทำไมคะพี่ภัค ทำไมเราต้องเลิกกันคะ”
       “เราสองคนไม่ควรจะเป็นแฟนกัน”
       ปรางทิพย์น้ำตาร่วงถาม
       “ทำไม ทำไม ปรางไม่เข้าใจ เพราะคุณแม่ใช่มั้ยคะ คุณแม่ทำให้พี่ภัคคิดแบบนี้ใช่มั้ยคะ”
       “ไม่ใช่ แต่เพราะความเป็นจริง เราไม่ควรจะเป็นแฟนกัน”
       “ปรางไม่เชื่อ ความจริงอะไรกัน ที่ทำให้เราเป็นแฟนกันไม่ได้ ปรางไม่เชื่อ มันไม่มีความจริงอะไรทั้งนั้น ปรางไม่เชื่อ ปรางไม่เชื่อ”
       ภคพงษ์มองหน้าปรางทิพย์อย่างรู้สึกผิด
       “ปราง พี่ขอโทษ”
       ภคพงษ์พูดจบก็เดินออกไปเลย ปรางทิพย์ปล่อยโฮ
       “พี่ภัค ไม่นะคะ พี่ภัค พี่ภัคคุยกับปรางก่อน พี่ภัค”
       ภคพงษ์ไม่หยุด กัดฟันเดินออกไปเพื่อยุติทุกอย่าง ปรางทิพย์จะลุกเดินตามไป แต่ยังไม่ค่อยมีแรง
       “พี่ภัค กลับมาก่อนค่ะ พี่ภัค”
       ภคพงษ์เดินสวนกับพยาบาลที่เดินเข้ามาพร้อมรถเข็น พยาบาลมองด้วยความงุนงง ปรางทิพย์ทรุดตัวนั่งร้องไห้อยู่ข้างเตียง
      
       รัชนีเริ่มรู้สึกตัว ค่อยๆลืมตามองไปรอบๆห้อง หมอ กับ พยาบาลเดินเข้ามา
       “เป็นยังไงบ้างครับ รู้สึกดีขึ้นหรือยัง”
       “ดีขึ้นมากแล้วค่ะ ขอบคุณคุณหมอมากนะคะ”
       “ผมว่าคุณควรจะขอบคุณคนที่บริจาคเลือดให้คุณด้วยนะครับ ถ้าเราไม่ได้เลือดจากเค้า การผ่าตัดอาจจะไม่สำเร็จ”
       “คนที่ให้เลือด ใครคะ”
       พยาบาลหันไปเห็นภคพงษ์ที่เดินเข้ามาพอดี พยาบาลพูดขึ้น
       “คุณคนนี้ไงคะ”
       รัชนีหันไปก็ตกใจ ภคพงษ์เดินเข้ามาอย่างช้าๆ
       “ภคพงษ์”
       ภคพงษ์ยืนอยู่ แม่ลูกเผชิญหน้ากันอีกครั้ง ในครั้งนี้แววตาของภคพงษ์เปลี่ยนไป
       หมอและพยาบาลเดินออกมาจากห้องพักคนไข้
      
       ภายในห้องเหลือรัชนีและภคพงษ์เพียงสองคน รัชนีมองภคพงษ์ด้วยความแปลกใจ ซึ้งใจ และประหลาดใจปะปนกันมั่วไปหมด
       “ทำไม เธอถึงช่วยชีวิตฉัน”
       ภคพงษ์มองหน้าแล้วก็พูดด้วยความรู้สึกผิด
       “เลือดในตัวผมส่วนหนึ่งก็มาจากคุณ ผมแค่คืนมันกลับไปให้คุณ”
       รัชนีดวงตาร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ภคพงษ์พยายามจะสะกดกลั้นความรู้สึกด้านลบ เพื่อจบทุกอย่าง
       “คุณคงไม่คิดว่ามันจะมีค่ามากพอจะช่วยชีวิตคุณได้”
       “ไม่ใช่ ฉันรู้เสมอว่ามันมีค่ามากแค่ไหน แต่ฉันแค่ไม่เคยคิดว่าเธอจะยอมเสียสละ เพื่อรักษาชีวิตของฉัน ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะมีค่ามากพอจะได้รับสิ่งนั้น คืนกลับมา”
       รัชนีร้องไห้ ภคพงษ์มองด้วยความรู้สึกผิด แววตาอ่อนโยนลง ภคพงษ์พูดกับรัชนีด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป
       “ผมบอกเลิกปรางทิพย์แล้ว”
       รัชนีชะงัก เงยหน้ามองภคพงษ์
       “เรื่องระหว่างผมกับปรางทิพย์ มันจบแล้ว ไม่มีอะไรที่คุณจะต้องห่วงอีกต่อไป”
       “ทำไม เพราะอะไร”
       ภคพงษ์นึกถึงรสา และสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดก่อนตอบอย่างหนักแน่น
       “ผมไม่อยากสูญเสียความรัก และคนที่ผมรักมากไปกว่านี้ ผมสูญเสียมามากเกินไปแล้ว”
       รัชนีมองหน้าภคพงษ์ ความรู้สึกผิดพุ่งเข้ามาที่รัชนีอย่างรุนแรง
       “ภคพงษ์”
       “คุณไม่จำเป็นต้องให้อภัยผม รู้แค่ว่า ผมให้อภัยคุณเท่านั้นก็พอ”
       รัชนีน้ำตาร่วง ความอัดอั้นทั้งหมดที่สุมอยู่ในอกถูกปลดปล่อยออกมาในบัดดล ภคพงษ์มองรัชนีด้วยแววตาที่อ่อนโยนลง และค่อยๆ หันหลังเดินออกไป
       
       รัชนีปล่อยโฮออกมา ทุกสิ่งทุกอย่างที่กักเก็บไว้ถูกระบายออกมาจนหมดสิ้น

  ภายในห้องคนไข้ ปรางทิพย์นั่งร้องไห้กำมือแน่น ทั้งเสียใจ ทั้งสับสน พยาบาลยืนละล้าละลังอยู่
      
       “คุณคะ ตกลงจะไปหาคุณแม่หรือเปล่าคะ”
       ปรางทิพย์กัดฟันกรอด อารมณ์กรุ่น
      
       รัชนีนอนอยู่ในห้องพัก แววตาเหม่อลอยครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ตาแดงช้ำจากการร้องไห้ที่เพิ่งผ่านไป
       คำพูดของภคพงษ์ดังก้องอยู่ในความคิด ตึ้งแต่ตอนที่ทิ้งภคพงษ์ในวัยเด็กไป / ตอนมาเจอกันและภคพงษ์พูดด้วยความเสียใจหลายต่อหลายครั้ง / ตอนภคพงษ์บอกให้อภัย
       “ผมไม่อยากสูญเสียความรัก และคนที่ผมรักมากไปกว่านี้ ผมสูญเสียมามากเกินไปแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องให้อภัยผม รู้แค่ว่า ผมให้อภัยคุณเท่านั้นก็พอ”
       รัชนีสะอื้นอยู่ในใจ ความรู้สึกผิดจู่โจมเข้ามาอย่างหนัก
      
       ประตูห้องพักรัชนีถูกเปิดออก พยาบาลเข็นรถปรางทิพย์ที่มีหน้าเครียด อารมณ์คุกรุ่นเข้ามา รัชนีหันไปเห็นปรางทิพย์ก็ดีใจ รีบถามอาการโดยไม่คิดถึงว่าอาการตัวเองหนักกว่า
       “ปราง เป็นยังไงบ้างลูก”
       ปรางทิพย์หันไปบอกกับพยาบาล
       “ขอบคุณค่ะ”
       พยายาลพยักหน้ารับและเดินออกไป พร้อมกับปิดประตู
       ปรางทิพย์มองรัชนีด้วยแววตาไม่เป็นมิตร
       “คุณแม่สนใจปรางด้วยเหรอคะ”
       “ทำไมปรางพูดแบบนี้ล่ะลูก”
       “ก็เพราะคุณแม่ไม่เคยสนใจปราง ไม่เคยสนว่าปรางจะคิดอะไร ต้องการอะไร”
       “ถ้าแม่ไม่สนใจ แม่คงไม่ทำทุกอย่างเพื่อลูกแบบนี้”
       “ทำเพื่อปราง ที่เราเกือบตาย ก็เพื่อปรางเหรอคะ”
       ปรางทิพย์โกรธจัด ลุกขึ้นจากรถเข็นเลย แล้วเดินมาหารัชนี น้ำตาไหลออกมาด้วยความเสียใจ
       “คุณแม่โยนความผิดทุกอย่างมาให้ปราง เพราะคุณแม่ไม่กล้าที่จะยอมรับความจริง”
       รัชนีอึ้ง ปรางทิพย์พูดต่อ
       “พี่ภัคเค้าเลิกกับปรางแล้ว เค้าบอกเลิกปรางก็เพราะคุณแม่ พี่ภัคเค้ารักคุณแม่ใช่มั้ยคะ เค้าเลือกคุณแม่ เค้าเลยมาเลิกกับปราง”
       “ไม่ใช่นะลูก ปรางกำลังเข้าใจผิด แม่กับภคพงษ์ไม่ได้เป็นอย่างที่ลูกคิด”
       “ไม่จริง ปรางไม่เชื่อ คุณแม่กับพี่ภัคแอบคบกัน แอบไปกอดกันปรางเห็น ที่คุณแม่กีดกันปรางกับพี่ภัค เพราะคุณแม่หึงพี่ภัค ใช่มั้ยคะ”
       รัชนีส่ายหน้า แต่พูดไม่ออก น้ำตาไหลด้วยความสงสาร
       “ปรางไม่เข้าใจ คุณแม่มีคุณพ่ออยู่แล้ว ทำไมคุณแม่นอกใจคุณพ่อ ทำไมต้องมาแย่งพี่ภัคไปจากปราง ทำไม ทำไม ทำไม”
       “แม่ไม่ได้นอกใจพ่อ แม่ไม่ได้แย่งภคพงษ์มาจากปราง แต่ความรักระหว่างปรางกับเค้ามันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางเป็นไปได้”
       ปรางทิพย์เกาะเตียง และเขย่าเตียงด้วยความโกรธ ถามทั้งน้ำตา
       “ทำไมคะ ทำไมมันถึงเป็นไปไม่ได้ ทำไม ทำไม ทำไม”
       รัชนีตัดสินใจตอบสวนขึ้นมา
       “เพราะภคพงษ์เป็นพี่ชายของปราง”
       ปรางทิพย์ช็อก อึ้งไป
       รัชนีร้องไห้
       “ภคพงษ์เป็นลูกชายของแม่กับสามีคนแรก ปรางกับเค้าเป็นพี่น้องกัน”
       ปรางทิพย์ถึงกับทรุด รัชนีร้องไห้อย่างหนัก ที่หน้าห้อง สุวิทย์ได้ยินทุกอย่าง ยืนกำมือแน่นด้วยความโกรธและผิดหวังอย่างรุนแรงอยู่
      
       ภคพงษ์ในมือถือดอกไม้ช่อเล็กๆ น่ารัก พร้อมกล่องแหวนแต่งงานอย่างหรู ก่อนรวบรวมความกล้าเดินเข้ามาในโฮมสเตย์ของอาภรณ์
       อาภรณ์ตอบน้ำเสียงเย็นๆ
       “รสไม่อยู่หรอกค่ะ เค้าเพิ่งไประยองเมื่อกี้นี้เอง”
       ภคพงษ์ยิ้มรับนิดๆ
       “ไประยองไปที่บ้านอาพร้อมหรือเปล่าครั”
       อาภรณ์แอบหนักใจเล็กๆ
       “ค่ะ”
       “งั้น ผมตามไปหาที่โน่นก็ได้ครับ ผมลากลับก่อนนะครับ สวัสดีครับ”
       ภคพงษ์ยกมือไหว้ลา อาภรณ์รับไหว้ด้วยสีหน้าหนักใจ
       “ค่ะ”
       ภคพงษ์หันหลังจะไป อาภรณ์ตัดสินใจพูดขึ้น
       “คุณภัคคะ ป้าว่า อย่าตามไปเลยค่ะ”
       ภคพงษ์แปลกใจหันมาถาม
       “ทำไมครับ”
       “คือ รสเค้าไปกับวิน เค้าสองคนไปเตรียมจัดงานแต่งงานที่โน่นน่ะค่ะ”
       ภคพงษ์ใจหายวาบ แววตาแข็งขึ้น แล้วก็หันหลังรีบเดินออกไปเลย โดยไม่ฟังคำห้ามของอาภรณ์แม้แต่นิดเดียว
       “อ้าว เอ่อ”
      
       ภคพงษ์เดินไปด้วยความร้อนใจ

       ทะเลยามเย็น พร้อมนั่งเศร้ามองออกไปยังทะเลด้วยแววตาแห่งความว่างเปล่า รสากับชีวินยืนมองด้วยความเป็นห่วง
      
       “ตั้งแต่พิมตาย..เค้าก็ไม่ยอมพูดไม่ยอมจากับใคร นั่งมองทะเลทั้งวัน อาไม่รู้จะทำยังไงแล้วรส พูดยังไงก็ไม่ดีขึ้น ก็ได้แต่หวังว่างานแต่งงานของรสกับวิน จะทำให้รีสอร์ตของเราสดใสขึ้นมาได้บ้าง รสอยากจะทำอะไรก็จัดการได้ตามสบายเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ อาสองคนจะเป็นผู้ใหญ่ฝั่งเจ้าสาวให้เอง” วิมลบอก
       รสายกมือไหว้
       “ขอบคุณค่ะ ที่รสกลับมาจัดงานแต่งงานที่นี่ เพราะรสอยากให้พิมได้รับรู้ เรื่องร้ายๆได้ผ่านไปแล้ว พิมคงไม่อยากให้พวกเราต้องทุกข์ใจมากไปกว่านี้”
       “อาฝากรสด้วนนะชีวินอย่าทำให้รสช้ำใจเหมือนยายพิม”
       วิมลแอบสะอื้น ชีวินยกมือไหว้
       “ผมขอบคุณคุณอาและก็สัญญาว่าชีวิตนี้จะไม่มีวันทำให้รสต้องเสียใจ”
       “วินเป็นคนดี เค้าไม่เคยทำให้รสต้องเสียใจ”
       ห้าววิ่งพรวดโวยวายลั่นเข้ามาจับไหล่รสา
       “รส ไม่จริงใช่มั้ย รสไม่ได้จะแต่งงานใช่มั้ย” ห้าวพูดพลางหอบแฮ่ก
       “ใจเย็นพี่ห้าว”
       “เย็นไม่ไหวแล้ว อย่าบอกนะว่ารสจะแต่งงานกับไอ้ภคพงษ์”
       รสาสะดุ้ง หลบตาชีวิน
       “เปล่า...ไม่ใช่”
       ห้าวหันขวับไปมองชีวิน
       “เฮ่ย งั้นอย่าบอกนะว่ารสจะแต่งงานกับไอ้หน้าแหยนี่”
       “อ้าว เฮ้ย” ชีวินของขึ้น
       ทั้ง2คนทำท่าจะปรี่เข้าหากัน จนรสากับวิมลต้องร้องห้าม
       “ไอ้ห้าว รสเค้าจะแต่งงานกับใครแล้วมันเรื่องอะไรของแก หะ”
       ห้าวอึ้ง สายตาบอกความโกรธ เสียใจ น้อยใจระคนกัน
       “พี่ห้าว”
      
       รสาลากห้าวมาหยุดยืนคุยกันที่มุมหนึ่ง
       “โอย แขนจะหักตัวใหญ่ยังกะยักษ์”
       “ยังไงเนี่ยรส ตกลงมันยังไง”
       “พี่ห้าว”
       ห้าวจ้องมองอย่างรอคำตอบเต็มที่
       “อือ..รสกับวินจะแต่งงานกัน”
       “รส”
       หน้าห้าวเหมือนฟ้าจะถล่ม หัวใจแทบสลาย พูดไม่ออก ยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น รสาค่อยๆเอื้อมมือไปแตะแขนปลอบใจ
       “พี่ห้าว รส”
       ห้าวสะบัดแขนทันที
       “ไม่ต้อง”
       รสาอึ้งๆ
       “พี่ห้าว”
       “แค่ได้ยินว่ารสจะแต่งงาน หัวใจไอ้ห้าวก็แทบจะแตกแล้ว”
       “พี่ห้าว”
       “แค่นั้นไม่พอ รสกับไอ้หมอนั่นยังจะมาแต่งงานกันที่นี่ ตำตาตำใจกันแบบนี้ กะจะให้หัวใจไอ้ห้าวมันแตกยับไม่เหลือซากเลยรึไง”
       รสาอึ้งอย่างแรง ตลอดเวลาก็นึกว่าห้าวขำๆ ไม่เคยนึกว่าห้าวจะแอบชอบตัวเองจริงจังขนาดนี้
       “รส รสขอโทษ รสไม่เคยคิดว่า”
       “ไม่เคยคิดว่าพี่รักรส ใช่สิ ก็เพราะไอ้ห้าวมันห่วยเอง มันรักมาก มันห่วงมาก ห่วงว่าถ้าบอกรักเค้าแล้วจะทำให้เค้าอึดอัดใจ ไม่สบายใจ ไอ้ห้าวมันโง่มันงี่เง่า มันน่าจะประกาศตัวลงแข่งเหมือนคนอื่นๆ แต่มันก็ไม่ทำ มันไม่กล้า มันไม่กล้าทำให้รสโกรธ ไอ้โง่ๆๆ” ห้าวพูดพลางตีหัว ชกตัวเอง
       รสาห้ามพัลวัน
       “อย่า พี่ห้าว อย่าทำอย่างนี้ อย่า”
       ห้าวทรุดลงเป็นยักษ์อ่อนแอหมดรูป รสามองอย่างเห็นใจทรุดลงข้างๆโอบปลอบใจ
       “พี่ห้าว..รสขอโทษจริงๆ”
       ห้าวหันขวับมาถาม
       “ยังทันมั้ยรส”
       รสามองอย่างงๆ
       “ยังทันมั้ย ที่ไอ้ห้าวจะลงสนามแข่งกับไอ้ไฮโซ กับไอ้หน้าแหย”
       “พี่ห้าว”
       “ได้มั้ยรส อย่าเพิ่งแต่งงาน อย่าเพิ่งเลือกใครได้มั้ยรส ให้โอกาสพี่ก่อน”
       รสามองสายตาจริงจังของห้าวแล้วถอนใจ
       “ตลอดเวลาที่ผ่านมารสรักพี่ห้าว”
       ห้าวตาวาว ดีใจ จ้องเขม็ง
       รสาหลบตาแล้วพูดต่อ
       “แบบพี่ชายมาโดยตลอด”
       ห้าววูบที่โดนรสาดับฝันกลางอากาศ
       “พี่ห้าวเป็นพีชายที่แสนดี และเป็นผู้ชายที่ดีที่สุดคนนึงที่รสรู้จักในชีวิตรส...ความรักที่รสมีต่อพี่ ห้าวมันจะไม่มีวันลดน้อยลงแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม รสจะแต่งหรือไม่แต่ง หรือจะแต่งกับใครพี่ห้าวก็ยังจะเป็นพี่ชายคนเดียวของรสที่รสรักที่สุด”
       ห้าวไม่แน่ใจว่า ควรจะดีใจหรือเสียใจกับชีวิตดี
      
       ที่ริมทะเล ยามเย็น ห้าววิ่งๆ ลุยเตะๆ ต่อยๆ น้ำทะเลอย่างบ้าคลั่งแล้วตะโกนลั่น
       “กูไม่อยากเป็นพี่ชาย ไอ้ห้าวไม่อยากเป็นพีชาย”
       ห้าวยืนสะอื้น ตีอกชกตัวชอกช้ำอยู่ในน้ำทะเลอย่างน่าสงสาร
      
       บนถนน ภคพงษ์ขับรถไปอย่างเร็ว มุ่งหน้าไประยองด้วยความร้อนใจ กล่องแหวนและช่อดอกไม้วางอยู่ ข้างๆเบาะ เสียงอาภรณ์ดังเข้ามาในความคิด
       “คุณภัคคะ ป้าว่า อย่าตามไปเลยค่ะ คือ รสเค้าไปกับวิน เค้าสองคนไปเตรียมจัดงานแต่งงานที่โน่นน่ะค่ะ”
       ภคพงษ์ยิ่งรีบเหยียบคันเร่งอย่างเร็ว ระหว่างนั้นก็กดโทร.หารสาไปด้วย
      
       โทรศัพท์รสาวางอยู่บนโต๊ะในบ้าน รสาเดินเข้ามาหยิบมาดู พอเห็นเป็นชื่อภคพงษ์ก็คิดก่อนกดทิ้ง ชีวินเดินมาเห็นพอดี
       “ใครโทร.มาน่ะรส ทำไมไม่รับ”
       รสาหันมาแล้วก็ตอบเลี่ยงๆ
       “ลูกค้าน่ะไม่รับเพราะยังไม่อยากคุยเรื่องงาน เราไปดูสวนที่จะจัดงานกันต่อดีกว่านะ”
       “จ้ะ”
       รสายิ้มกลบเกลื่อนและเดินออกไป ชีวินมองโทรศัพท์แต่แอบไม่เชื่อนิดๆ ก่อนเดินตามรสาออกไป
      
       ภคพงษ์วางสายด้วยความไม่สบายใจ กดโทรกลับไปอีกที เป็นสัญญาณปิดเครื่อง ภคพงษ์กดวางสายอีกที
       ด้วยความร้อนใจ และเหยียบเร่งความเร็ว รถภคพงษ์พุ่งไปข้างหน้าอย่างแรง
      
       ในเวลาเย็น บริเวณหน้าบ้านเถลิงยศในบรรยากาศอึมครึม สายใจเดินพาสุวิทย์เข้ามาในห้องรับแขก และพูดกับผู้มาเยือนว่า
       “คุณภัคไม่อยู่ค่ะ ไม่ทราบว่าคุณมีธุระอะไรด่วนหรือเปล่าคะ”
       สุวิทย์กำลังยืนอยู่ที่หน้ารูปวาดของพรต สุวิทย์หันมาทางสายใจและถามขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง และเคร่ง
       ขรึม
       “นี่คือรูปคุณพรต เถลิงยศ พ่อของภคพงษ์ สามีคนแรกของรัชนีใช่หรือเปล่า”
       สายใจสะอึก แววตาเลิ่กลั่ก น้ำท่วมปาก พูดอะไรไม่ออก
      
       โทรศัพท์ในห้องพักร่วงจากมือรัชนีตกลงไปค้างอยู่ที่เตียงข้างตัว เสียงสายใจดังออกมา
       “คุณผู้หญิงคะ คุณผู้หญิง คุณผู้หญิงได้ยินหรือเปล่าคะ”
       รัชนีแววตาสั่นระริกเต็มไปด้วยความสับสน รอบดวงตาร้อนผ่าว น้ำตาร่วงไม่รู้ตัว
       ปรางทิพย์เดินเข้ามาในห้องแล้วก็ชะงักเพราะเสียงร้องไห้ของรัชนี ปรางทิพย์หยุดเดินและแอบฟัง รัชนีพยายามระงับสติ หยิบโทรศัพท์มาพูดต่อมือสั่นๆ เสียงสั่นๆ
       “สายใจ เล่าทุกอย่างที่คุณสุวิทย์อยากรู้ เล่าให้ฟังให้หมด ไม่ต้องปิดบังอะไรทั้งนั้น ถึงเวลาที่ทุกคนจะต้องรู้ความจริงแล้ว บอกไปเลย ไม่ต้องเป็นห่วงฉัน”
       รัชนีนึกถึงคำพูดสุวิทย์ที่เคยบอกว่า “เกลียดการโดนหลอก” ก็ปล่อยโฮแล้วก็พูดกับตัวเอง
       “จบแล้ว ทุกอย่าง มันจบแล้ว ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ไม่เหลือแล้ว”
       รัชนีร้องไห้ด้วยความเสียใจ และยอมรับความเสียใจนั้น
       ปรางทิพย์ค่อยๆเดินออกมาน้ำตาไหลพราก รัชนีอึ้งมองหน้าปรางทิพย์ที่ยืนอยู่ สองคนแม่ลูกต่างมองหน้ากัน ต่างคนต่างร้องไห้
       ปรางทิพย์พูดเสียงสั่น
       “ไม่จริงค่ะ คุณแม่ยังเหลือปรางนะคะ คุณแม่ยังเหลือปรางอยู่ข้างคุณแม่นะคะ”
       “ปราง”
       ปรางทิพย์วิ่งมาหารัชนี และสวมกอดด้วยความรัก
      
       สองคนแม่ลูกกอดกันร้องไห้ เป็นน้ำตาแห่งความรัก ความเข้าใจ ที่มีค่ายิ่งสำหรับรัชนีในตอนนี้

       ภายในห้องพักคนไข้ ปรางทิพย์วางแก้วน้ำไว้ที่หน้ารัชนีและนั่งลงข้างๆ รัชนีนัยน์ตาแดงก่ำจากการร้องไห้ ปรางทิพย์เอื้อมมือมาจับมือรัชนีให้กำลังใจ
      
       “คุณแม่คะ อย่าเพิ่งคิดมากเลยนะคะ บางทีหลังจากคุยกับป้าสายใจแล้ว คุณพ่ออาจจะเข้าใจคุณแม่ก็ได้นะคะ”
       รัชนีส่ายหน้า
       “ปรางก็รู้ว่าคุณพ่อเกลียดคนโกหกมากที่สุด คุณพ่อไม่มีวันจะยกโทษให้แม่แน่ๆ มันคงถึงเวลาที่แม่ต้องชดใช้ในสิ่งที่แม่ทำลงไป”
       รัชนีพูดแบบปลงๆ ค่อยๆ หันมาทางปรางทิพย์
       “ปราง แม่ขอบใจมากนะ ที่ปรางเข้าใจและให้อภัยแม่”
       ปรางทิพย์น้ำตาซึมโผเข้ากอดรัชนี
       “คุณแม่อย่าพูดแบบนี้สิคะ คุณแม่เป็นแม่ปราง คุณแม่ทำทุกอย่างก็เพื่อปราง แต่ปราง ปรางพูดไม่ดีกับคุณแม่ตั้งเยอะ ทำให้คุณแม่ไม่สบายใจ ตั้งหลายครั้ง ปรางขอโทษนะคะ คุณแม่ยกโทษให้ปรางนะคะ”
       รัชนีค่อยๆดันตัวปรางมาเช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน
       “แม่ยกโทษให้ลูกทุกอย่าง ปรางทำไปเพราะความไม่รู้ และแม่ก็ขี้ขลาดเกินกว่าจะยอมรับความจริง แต่ตอนนี้ แม่จะไม่หนี ไม่ปิดบังอะไรอีกแล้ว”
       ปรางทิพย์คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถาม
       “คุณแม่คะ ปรางอยากรู้ความจริงทั้งหมด ปรางอยากรู้เรื่องระหว่างคุณแม่ กับคุณพ่อของพี่ภัค คุณแม่เล่าให้ปรางฟังได้มั้ยคะ”
       รัชนีมองหน้าปรางทิพย์ที่ตั้งใจฟัง อยู่
      
       ขณะนั้นสุวิทย์ยืนอยู่กลางห้องนั่งเล่นภายในบ้านวงศ์เธียรสถิตย์ มองดูรูปของรัชนีที่ติดอยู่ที่ผนัง ภาพนั้น...รัชนียิ้มสวย สง่า สุวิทย์มองด้วยแววตาห่างเหินและไม่เข้าใจ
       เสียงสายใจดังแทรกเข้ามาในห้วงความคิด
       “คุณผู้หญิงเจอกับคุณพรตตั้งแต่อายุ ๑๘ คุณพรตรักคุณผู้หญิงมาก รู้จักกันไม่นานก็ขอแต่งงาน หลังจากแต่งงานไม่ถึงปีก็มีคุณหนู หลังจากคลอดแล้ว คุณผู้หญิงก็เริ่มรู้ว่าเธอไม่ได้รักพรต ด้วยความเป็นเด็ก เธอจึงทิ้งคุณพรตไปตั้งแต่คุณภัคอายุ ๕ ขวบ”
      
       สอดรับกับเรื่องราวที่รัชนีเล่าให้ปรางทิพย์ฟัง
       “ตอนนั้นแม่ยังเด็กมาก แม่คิดแค่ว่า ไม่อยากเอาชีวิตมาจมปลักกับผู้ชายที่ไม่ได้รัก จะว่าไป แม่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรักมันคืออะไร”
       ปรางทิพย์นั่งฟังอยู่ข้างๆ กุมมือรัชนีไว้ด้วยความเห็นใจ
       “แม่ตัดสินใจไปเพื่อจะตามหาความฝัน ตามหาชีวิตของตัวเอง ชีวิตนอกรั้วเถลิงยศไม่ได้สะดวกสบายเลย แม่พยายามทำงานหาเงินเพื่อจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศให้ได้ ๒ ปีต่อมาคุณพรตเสียชีวิต แม่รู้ข่าวในวันที่เปิดพินัยกรรม”
       รัชนีนึกถึงอดีตด้วยความเจ็บปวด ภาพในวันเปิดพินัยกรรมซึ่งรัชนีไม่ได้อะไร เลยผ่านมานานแต่ชัดเจนในความทรงจำ
      
       ก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมง ภายในบ้านเถลิงยศ สุวิทย์นั่งฟัง สายใจเล่าอย่างสุภาพ
       “คุณผู้หญิงเสียใจมากที่คุณผู้ชายไม่ได้ยกอะไรให้ นอกจากเงินค่าเลี้ยงดูรายเดือน คุณผู้หญิงปฏิเสธไม่รับมัน และออกไปจากเถลิงยศเป็นครั้งที่ ๒ หลังจากนั้นเธอก็ไม่เคยกลับมาหาคุณหนูอีกเลย”
       ทั้งสองคนนั่งอยู่ต่อหน้ารูปของพรต เถลิงยศ สุวิทย์ฟังไปคิดไป
      
       รัชนีอธิบายให้ลูกสาวฟังต่อ
       “แม่ไม่กลับไปเพราะไม่อยากให้ภคพงษ์ต้องเสียใจ แม่คิดว่าในเมื่อคุณพรตไม่ได้ให้อะไรกับแม่ แม่ก็ต้องออกมาหาด้วยตัวเอง จะให้แม่แบมือรับเงินเดือน และใช้ชีวิตอยู่อย่างไร้จุดหมาย แม่ทำไม่ได้ ตอนนั้นแม่เห็นแก่ตัวเอง ไม่ได้คิดถึงความรู้สึกของภคพงษ์แม้แต่นิดเดียว”
       ปรางทิพย์กำมือรัชนีไว้อย่างเห็นใจ
       “แม่คิดแค่ว่า สายใจกับเผด็จเป็นคนดี ทั้งสองคนสามารถเลี้ยงดูภคพงษ์ได้เป็นอย่างดี อาจจะดีกว่าแม่ด้วยซ้ำ แต่แม่ไม่เคยรู้เลยว่า การตัดสินใจแบบนั้นทำร้ายจิตใจพี่ชายของลูกมากแค่ไหน”
       ปรางทิพย์จับมือรัชนีบอก
       “พี่ภัคเป็นคนมีเหตุผล ถ้าคุณแม่พูดความจริง พูดสิ่งที่อยู่ในใจกับเค้า ปรางคิดว่าพี่ภัคต้องเข้าใจคุณแม่แน่นอนค่ะ”
       ปรางทิพย์ให้กำลังใจแล้วก็ถามต่อ
       “แล้วคุณแม่มาเจอคุณพ่อได้ยังไงคะ”
       “หลังจากที่แม่หันหลังให้เถลิงยศ ทำงานจนเก็บเงินได้หนึ่งก้อน แล้วก็เดินทางไปเรียนที่อังกฤษกับเพื่อนและที่นั่น แม่ก็ได้พบกับพ่อของลูก”
       รัชนีนึกถึงสุวิทย์แล้วก็เศร้า
      
       ภายในบ้าน สุวิทย์หยิบรูปรัชนีมาดู แล้วก็คิดอย่างตัดสินใจ...
       “คุณพ่อของลูกเป็นคนใจดี แม้ว่าวัยของเราจะห่างกันมาก แต่เราสองคนชอบอะไรเหมือนกันหลายอย่าง เค้าเป็นกำลังใจให้แม่จนแม่เรียนจบตามที่คิดไว้ ทั้งๆที่มันไม่ง่ายเลยความเป็นผู้ใหญ่ของพ่อทำให้แม่อบอุ่นใจ”
       เสียงรัชนีเล่าต่ออย่างเศร้าๆ
       “วันที่พ่อขอแต่งงาน แม่รับปากทันที ในตอนนั้นตอบตัวเองได้เลยว่า นี่แหละคือความรักที่แม่ต้องการ ไม่ใช่แค่เงินเหมือนตอนที่อยู่กับคุณพ่อของภคพงษ์ แต่แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะสำคัญกับพ่อของลูกหรือเปล่า”
      
       สุวิทย์มองรูปรัชนีด้วยแววตาแข็งกร้าว สุวิทย์วางรูปรัชนีไว้ และหยิบโทรศัพท์มากดโทร.ออก

       ปรางทิพย์พยายามยิ้มให้กำลังใจรัชนี
      
       “สำคัญสิคะ คุณพ่อรักคุณแม่มาก เรื่องทั้งหมด มันเป็นเรื่องในอดีต คุณพ่อให้อภัยคุณแม่ได้อยู่แล้วค่ะ อย่าคิดมากเลยนะคะ”
       รัชนีพยายามยิ้มตามปรางทิพย์
       ทันใดนั้นประตูห้องพักคนไข้ก็เปิดเข้ามา สองคนหันไปมองเห็นทนายของสุวิทย์เดินเข้ามา
       “คุณสมพงษ์”
       ปรางทิพย์ยกมือไหว้ถาม
       “อาสมพงษ์มาเยี่ยมคุณแม่เหรอคะ”
       สมพงษ์ทำหน้ากลุ้มใจ
       “เอ่อ คือ ผมมาตามคำสั่งของคุณท่านครับ”
       ปรางทิพย์นึกแปลกใจ สมพงษ์หยิบเอกสารจากกระเป๋าส่งให้รัชนี
       “คุณท่านให้ผมนำเอกสารมาให้คุณรัชนีเซ็นครับ” สมพงษ์พูดด้วยความหนักใจ
       รัชนีอ่านแล้วอึ้ง....ปรางทิพย์รีบหยิบมาดู
       “เอกสารอะไรคะ ...ใบหย่า ! คุณพ่อจะขอหย่ากับคุณแม่เหรอคะ”
       ปรางทิพย์เงยหน้าถาม สมพงษ์พยักหน้าอย่างหนักใจ
       “ครับ”
       รัชนีและปรางทิพย์ช็อก รัชนีทรุดลงนอนพิงกับเตียง..หมดแรง น้ำตาร่วงไม่รู้ตัว ปรางทิพย์มองรัชนี
       ด้วยความสงสารสุดหัวใจ
      
       เวลาเย็น ชีวินกับรสานั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของนอกรีสอร์ตพร้อม ชีวินกระตือรือร้นกับร่างแบบสวนที่จะตกแต่งจัดงานแต่งงาน ส่งให้รสาที่ดูเหม่อๆ
       “ในวันงาน วินจะจัดสวนแบบนี้ รสชอบหรือเปล่า”
       รสาตอบแบบไม่ได้หันมามอง แต่
       “อืม”
       ห้าวเดินมาเห็นก็กอดอก หยุดมอง ตั้งแง่ไม่พอใจ ชีวินเองก็ไม่ได้เงยหน้าดูรสา แต่พูดต่ออย่างร่าเริง
       “วินจะใช้ต้นไม้มาประดับแทนดอกไม้ เพราะพอเสร็จงานแล้วอาพร้อมจะได้เอาต้นไม้พวกนี้ไปปลูกต่อได้ ไม่เสียของ รสว่าไอเดียดีมั้ย”
       “อือ”
       “งั้นวินสั่งต้นไม้เลยนะ”
       “อืม”
       ห้าวทนไม่ได้พูดสวนขึ้นลอยๆ แถมลอยหน้าลอยตาอีกต่างหาก
       “คนเขาไม่อยากจะแต่งด้วย ไม่รู้เลยหรือไง”
       ชีวินชะงัก มองหน้าห้าวอย่างงงๆ ห้าวกอดอกลอยหน้าลอยตาอย่างกวนๆ ชีวินเลยหันมาทางรสา เห็นว่ารสานั่งเหม่อๆ มองออกไปที่ทะเลเหมือนไม่ได้สนใจที่ตัวเองพูด
       “รส รส”
       รสาหันมาตอบแบบเลื่อนลอย
       “หือ”
       “รสฟังที่วินพูดหรือเปล่า”
       “ฟังสิ”
       “ฟังแล้วรู้หรือว่าวินพูดว่าอะไรบ้าง”
       รสาอึ้งอึกอักตอบไม่ได้
       “เอ่อ”
       “ฮ่าๆๆๆ นั่นไง เหอะๆ” ห้าวขำแล้วก็เดินไปกวนๆ
       ชีวินมองตามแอบเคืองนิดๆ รสารู้สึกผิด
       “วิน รสขอโทษ พอดีเหม่อมากไปหน่อย วินพูดอีกทีได้มั้ย คราวนี้รสจะตั้งใจฟังทุกคำเลยนะ”
       รสาทำหน้าตั้งใจฟังมาก ชีวินพยักหน้า แต่ในใจเหมือนมีอะไรบางอย่างผุดขึ้นมา รสาพยายามตั้งใจฟังทั้งที่จริงๆแล้วใจไม่ได้อยู่ที่ชีวินแม้แต่น้อย
       ทันใดนั้นเอง สายตาของรสาก็เหลือบไปเห็นผู้มาใหม่ที่เดินเข้ามา พร้อมกับมองซ้ายมองขวาหาใครสักคน
       รสาสะอึก .. หยุดกึก
       รสาเห็นภคพงษ์เดินเข้ามา สองคนสบตากัน รสาอึ้ง ชีวินกำลังจะพูดต่อ
       “วินว่าจะใช้ต้นไม้จัดสวนแทนดอก...”
       ชีวินยังพูดไม่จบ รสาก็ลุกพรวดแล้วก็เดินไป ชีวินตกใจร้อง “อ้าว”
       ชีวินมองด้วยแปลกใจพลางเรียก
       “รส รส”
       เสียงภคพงษ์ดังมาจากด้านหลังชีวิน
       “รสา”
       ชีวินหันไปเห็นภคพงษ์วิ่งมาก็อึ้ง
       “ภคพงษ์”
       ภคพงษ์รีบวิ่งตามรสาไป ชีวินนั่งมองด้วยความงง เฮ้ย นี่มันอะไรกัน หนึ่งอึดใจต่อมา ชีวินรู้ตัวก็รีบลุกแล้ววิ่งตามไป
      
       “รส รส”

ห้าวเดินอยู่ในสวน ทันใดนั้นรสาก็เดินพรวดพราดเข้ามาหา ห้าวนึกแปลกใจถาม
      
       “อ้าวรส...ไปไหน”
       จู่ๆ ภคพงษ์ก็ตามมาติดๆ
       “รสา รสาหยุดก่อน”
       ห้าวหันมาเห็นภคพงษ์เดินมาก็ชะงัก ภคพงษ์วิ่งมาดักหน้า รสาเบรกเอี๊ยดจนเกือบจะชนกัน
       “รสาฟังผมก่อน”
       “เราไม่มีอะไรต้องคุยกัน”
       “มีสิ เรื่องสำคัญมากด้วย”
       “สำคัญมากแค่ไหน ฉันก็ไม่อยากคุย”
       ชีวินเดินพรวดตามเข้ามาได้ยินพอดี
       “ผมรู้ว่าคุณตัดสินใจแต่งงานเพราะคุณโกรธผม”
       ชีวินสะอึก ห้าวหันมามองหน้าชีวินแอบยิ้มนิดๆ สมน้ำหน้าว่ะ
       “แต่คุณเข้าใจผิด ผมไม่ได้ทำผิดสัญญา ผมทำตามที่สัญญาไว้กับคุณทุกอย่าง มันอาจจะช้ากว่าที่ผมรับปากไว้ แต่ตอนนี้ผมทำทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผมทำตามที่คุณต้องการทุกอย่างแล้วนะรสา ให้โอกาสผมเถอะนะ”
       ชีวินหน้าเสียอย่างหนัก
       “ไม่ ฉันไม่ให้โอกาสคุณ ไม่ให้อภัยคุณ ทุกอย่างมันจบแล้ว กลับไปซะ ฉันไม่อยากจะรับรู้ รับฟังเรื่องของคุณอีกแล้ว พอกันที”
       รสาสะบัดหน้าใส่ ภคพงษ์รีบคว้าแขนไว้
       “ไม่นะรสา”
       ห้าวพุ่งเข้ามาทันที
       “เฮ้ย ปล่อย”
       ห้าวกระชากมือภคพงษ์ออกจากมือของรสาอย่างแรง ภคพงษ์เซไป รสาก็เซไปอีกทาง ห้าวชี้หน้าภคพงษ์
       “คราวก่อนยังไม่เข็ดรึไง ไอ้ไฮโซ”
       ชีวินรีบเข้ามาประคองรสา
       “รส ระวัง”
       ชีวินประคองรสไว้ ในขณะที่ห้าวมายืนขวางภคพงษ์ ทำหน้าตาขึงขัง
       “รสไม่อยากคุยกับแก ไม่ได้ยินหรือไง กลับไปได้แล้ว” ห้าวบอก
       ภคพงษ์มองห้าวและชีวิน รสามีผู้ชายถึง ๒ คนที่คอยปกป้องและปลอบโยนรสาก็หึงขึ้นมาทันที
       “เรื่องนี้ เป็นเรื่องระหว่างผมกับรสา คนอื่นไม่เกี่ยว”
       ภคพงษ์หน้าแดงกร่ำด้วยความหึง ชีวินถามด้วยไม่พอใจ
       “แต่รสากำลังจะเป็นภรรยาของผม ผมต้องเกี่ยว คุณมีอะไรก็พูดมาตรงนี้ พูดออกมาเลย”
       “คงต้องถามรสาก่อนว่าอนุญาตให้ผมพูดหรือเปล่า เรื่องระหว่างเราสองคน มันลึกซึ้งจนบางที เธออาจจะไม่อยากให้คนอื่นรู้”
       รสาหน้าเสีย อึกอัก ทั้งโกรธทั้งอาย
       “ลึกซึ้งยังไง” ชีวินถาม
       รสาสวนขึ้น
       “หยุด ไม่ต้องถาม ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น พอได้แล้ว คุณออกไปจากที่นี่ได้แล้วคุณภคพงษ์” รสาบอก
       ภคพงษ์สะอึก ชีวินหันมามองหน้ารสาอย่างแปลกใจและยิ่งอยากรู้
       “กลับไปได้แล้ว ถ้าคุณยังไม่ยอมไป ฉันจะไปเอง” รสาเสียงสั่นด้วยความโกรธ
       รสาจะเดินไป ภคพงษ์พุ่งเข้ามาจะจับรสาไว้
       “รสาหยุดก่อน อย่าไป”
       ห้าวเดินเข้ามาขวางแล้วบอก
      
       “มึงนั่นแหละ หยุด แล้วก็กลับไปซะ”

       ภคพงษ์ไม่ฟัง เอาแขนกวาดเหวี่ยงตัวห้าวให้หลบไป
      
       “หลบไป”
       ห้าวเซนิดๆ แล้วก็ตั้งตัวยืนให้แน่น ก่อนจะหันกลับมาสวน
       “อ๋อ ใช้ความรุนแรงเหรอ ได้”
       - ห้าวชกเข้าที่หน้าภคพงษ์อย่างแรงจนเซ
       “โอ้ย”
       รสาหันมาเห็นภคพงษ์เซล้มลงที่พื้น ก็จะวิ่งไป แต่แล้วก็ชะงักนิดๆ เพราะคิดได้ว่า ไม่ดีไม่ควรทำ
       “คุณ”
       ชีวินมองรสาอยู่ตลอดเวลา แววตาหวาดหวั่นใจ ภคพงษ์นั่งอยู่ที่พื้น เลือดออกที่มุมปาก ภคพงษ์จับด้วยความเจ็บ ห้าวเดินมาชี้หน้า
       “ถ้ายังไม่รีบกลับไปจะเจอหนักกว่านี้”
       ภคพงษ์ยันตัวลุกขึ้น มองหน้าอย่างไม่ยอม
       “ไม่ ฉันไม่กลับ จนกว่าฉันจะคุยกับรสาให้รู้เรื่อง รสา”
       “พูดไม่รู้เรื่องนะมึงเนี่ย อยากโดนอีกใช่มั้ยหะ ?
       ห้าวกระชากเสื้อภคพงษ์มาจะชกซ้ำอีก รสาจะอ้าปากห้ามด้วยความเป็นห่วงลึกๆในใจ รสายังไม่ทันจะออกเสียง
       ทันใดนั้นเสียงพร้อมก็ดังขึ้น
       “ไอ้ห้าวพอได้แล้ว”
       ห้าวชะงัก พร้อมเดินเข้ามา หน้านิ่ง ขรึม
       “ปล่อยคุณเค้า”
       ห้าวอึกอัก พร้อมย้ำอีกครั้ง
       “ปล่อย”
       ห้าว ปล่อยอย่างแรง จนภคพงษ์เซจนเกือบล้ม
       “ดวงยังดีนะไอ้ไฮโซ ชะตายังไม่ถึงฆาต” ห้าวบอก
       รสามองภคพงษ์ด้วยความพยายามจะเย็นชา
       “คุณภคพงษ์ ฉันขอย้ำอีกครั้ง เราไม่มีอะไรต้องคุยกันอีกแล้ว และเราก็ไม่มีจำเป็นที่จะต้องเจอกัน”
       รสาจับมือชีวิน ชีวินมองมือ และมองรสาอย่างพิจารณา
       “ฉันกำลังจะแต่งงานกับชีวิน ฉันกำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ฉันอยากมีความสุขสักที ฉันเสียใจ ทุกข์ใจเพราะคุณมามากแล้ว กรุณาออกไปจากชีวิตฉันได้แล้ว ทุกเรื่องของเรา ขอให้สิ้นสุดกันเพียงแค่นี้ ฉันไม่ต้องการเห็นหน้าคุณอีกต่อไป”
       รสาพูดจบก็จูงมือชีวินไปเลย ชีวินเดินตามไปทั้งที่ในใจเริ่มคิด ภคพงษ์เจ็บแปลบในใจ
       “รสา” ภคพงษ์เรียกเสียงเศร้า
       ห้าวรีบมาขวางไว้อีก
       “กลับไปได้แล้ว”
       ภคพงษ์ชะงักมองหน้าห้าวจะไม่ยอม พร้อมเดินเข้ามาหาบอก
       “คุณ กลับไปเถอะ อยู่ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์”
       ภคพงษ์หันมามองพร้อม ก่อนจะหันไปมองรสาอีกที รสาเดินเข้าบ้านโดยไม่มีหันหลังมามองแม้แต่นิดเดียว ห้าวย้ำบอก
       “รสเค้าไม่สนใจแกแล้ว กลับไปทำใจที่บ้านซะ ไอ้ไฮโซ”
       ภคพงษ์ปรายตามาทางห้าวนิดๆ แล้วก็ไม่สนใจ หันมายกมือไหว้พร้อม
       “สวัสดีครับ”
       พร้อมรับไหว้ ภคพงษ์หันหลังจะเดินออกไป ห้าวเดินมาขวางไว้อีก
       “ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างแกกับรส แต่รู้ไว้ซะด้วยว่า ถ้าแกยังไม่หยุดตอแยรส ฉันไม่เอาแกไว้แน่”
       ห้าวตั้งใจชนไหล่อย่างจังแล้วก็เดินตามรสาเข้าบ้านไป
       พร้อมมองด้วยความเห็นใจ แต่ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ส่ายหน้าแล้วก็เดินตามห้าวเข้าบ้านไป
       ภคพงษ์ยืนอยู่คนเดียว มองไปรอบๆ ไม่เหลือใครแล้ว เสียงรสาดังเข้ามาย้ำ
       “ฉันกำลังจะแต่งงานกับชีวิน ฉันกำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ฉันอยากมีความสุขสักที ฉันเสียใจ ทุกข์ใจเพราะคุณมามากแล้ว กรุณาออกไปจากชีวิตฉันได้แล้ว ทุกเรื่องของเรา ขอให้สิ้นสุดกันเพียงแค่นี้ ฉันไม่ต้องการเห็นหน้าคุณอีกต่อไป”
      
       ภคพงษ์เสียใจ ผิดหวังอย่างแรง พยายามกลั้นน้ำตาไว้แล้วหันหลังเดินออกไปด้วยความเศร้า

       รสาอยู่ภายในบ้าน เดินมาที่หน้าต่างพยายามจะไม่คิด แต่ใจก็ยังเป็นห่วงภคพงษ์ไม่ได้ รสาปรายตาจากหน้าต่าง และค่อยๆชะโงกมองเห็นภคพงษ์กำลังเดินออกไป รสาเศร้าวูบ ใจหายแปลกๆ
      
       ชีวินเดินมาเห็นพอดีก็ชะงักเท้า หลบวูบแอบมองเห็นรสายืนเศร้าๆ อยู่ที่เดิมพลางครุ่นคิดด้วยความเครียด ชีวินตัดสินใจเดินเข้ามารสา
       “รส มีอะไรที่วินควรจะรู้หรือเปล่า มีอะไรที่รสอยากเล่าให้วินฟังหรือเปล่า”
       รสามองหน้าชีวินแล้วก็ตอบ
       “ไม่มี รสไม่มีอะไรจะพูดทั้งนั้น”
       “ถ้าตอนนี้ยังไม่พูดไม่เป็นไร ถ้าอยากพูดเมื่อไหร่ก็บอก วินยินดีรับฟัง”
       รสามองหน้าด้วยความซาบซึ้ง ก่อนจะพยักหน้าให้และเดินออกไป
       ครั้นพอรสาหันกลับมาที่หน้าต่าง ไม่มีใครแล้ว
      
       ชีวินเดินคิดออกมาจากบ้าน ห้าวยืนดักรออยู่ ก็พูดขึ้นมาอย่างกวนๆ
       “เปลี่ยนใจยังทันนะ”
       ชีวินชะงัก หันมาถาม
       “เปลี่ยนใจอะไร”
       “ก็เปลี่ยนใจยกเลิกงานแต่งงานไง งานยังไม่เริ่ม ยกเลิกไปก็ไม่มีอะไรเสียหาย”
       “แล้วทำไมฉันต้องยกเลิก”
       “แกไม่รู้จริงๆ เหรอว่าเพราะอะไร ไอ้หน้าแหย”
       ชีวินพยายามทำใจแข็งไม่ตอบ แต่ในใจลึกๆก็รู้อยู่ ห้าวเห็นเงียบก็เลยพูดเอง
       “เพราะรสเค้าไม่ได้รักแก แล้วก็คงไม่ต้องบอกนะว่า รส รักใคร”
       “ฉันไม่สนว่ารสจะรักใคร แต่ฉันคือคนที่เค้าจะแต่งงานด้วย แค่นี้ก็พอ”
       ชีวินพูดจบก็เดินออกไปอย่างไม่สนใจห้าว ห้าวท้าวสะเอว ปล่อยเสียงออกมาด้วยความเซ็ง
       “ฮึ่ย! ชีวิตนะชีวิต”
       ห้าวมองฟ้าแล้วแหกปากตะโกนลั่น
       “ทำไมฟ้าส่งห้าวมาเกิด แล้วต้องส่งไอ้ไฮโซกับไอ้หน้าแหยมาเกิดด้วยเว๊ย”
       ห้าวเคืองชะตาชีวิตตัวเองมากๆ
      
       เหตุการณ์ต่างๆ ดำเนินและเป็นไปมากมาย ในช่วงเวลา ๑ เดือนนับจากนี้
      
       รสานั่งอยู่ที่ริมหน้าต่างด้วยความเศร้า สภาพเหมือนคนไร้ชีวิต จิตใจ สายตามองเหม่อ ล่องลอย ไร้จุดหมาย
       ภคพงษ์ขับรถอยู่บนถนนด้วยความเศร้าสร้อยไม่น้อยไปกว่ากัน
       บางคืน ที่รีสอร์ตพร้อม รสานั่งอยู่คนเดียวที่ริมทะเลจนมืดค่ำ
       ภคพงษ์มาถึงบ้านตอนกลางคืน สายใจเดินเข้ามาต้อนรับ
       “คุณหนูคะ จะทานข้าว...”
       สายใจยังพูดไม่ทันจบ ภคพงษ์ก็ยกมือตอบว่าไม่ทันที สายใจชะงักแปลกใจ
      
       ภคพงษ์เดินขึ้นบ้านไป สายใจมองตามด้วยความเป็นห่วง

       เช้าวันหนึ่ง ชีวินกับรสาเข้าไปที่ร้านเพื่อจะเลือกทำการ์ดแต่งงาน รสานั่งมองเหม่อๆ ชีวินเลือกให้ดูหลายใบแล้วถาม
      
       “รสชอบอันไหน”
       “แล้วแต่วินแล้วกัน”
       “อ้าวเหรอ งั้นเอาแบบนี้นะครับ”
       ชีวินเลือกแบบการ์ดส่งให้พนักงาน แล้วหันมาทางรสาที่นั่งเหม่อลอยอยู่ ชีวินคิด
      
       ภคพงษ์เล่นเปียโนอยู่ด้วยอารมณ์เศร้า สายใจกับปุยนุ่นเดินมาพร้อมถาดอาหารว่าง ภคพงษ์ไม่อยากกินก็ลุกขึ้นมาแล้วก็ปิดประตูใส่ สายใจชะงักนิดๆ
      
       ในเวลาต่อมา พิทยากับคัพเค้กกรี๊ดกร๊าดดีใจกับการ์ดตัวอย่างอยู่ในมือ ชีวินกับรสาอยู่อยู่ด้วย
       “การ์ดแต่งงาน”
       “อร๊าย..นึกว่าซองผ้าป่า แต่ไม่ใช่ ดีใจด้วยนะคะ ในที่สุดก็ ...นะคะ พี่วิน ร้ายมาก” คัพเค้กบอก
       “อันนี้เป็นการ์ดตัวอย่างนะ ยังไม่ใช่การ์ดจริง การ์ดจริงเค้าจะส่งมาให้ทีหลังแล้วผมค่อยเอามาแจกอีกที ของจริงสวยกว่านี้อีก ใช่มั้ยรส”
       ชีวินยิ้มหน้าบาน หันมาข้างๆ เห็นรสายืนยิ้มนิดๆ พยักหน้า ชีวินจับมือรสาไว้ รสาหันมายิ้มเย็นๆ นิ่งๆ พิทยา
       กับคัพเค้กมองแล้วก็ยิ้มกว้าง
      
       ภคพงษ์ทำงานอยู่ในห้องไม่ยอมกลับบ้าน ผมเผ้าเริ่มยาว มีหนวดนิดๆ เสื้อผ้าหน้าผมไม่เป๊ะเนี้ยบเหมือนเดิม ภคพงษ์ทำงานหน้าเครียด เผด็จมองด้วยความเป็นห่วง
      
       รสาเก็บของที่โต๊ะทำงาน พิทยายืนอยู่ข้างๆ
       “รสจะลาออกจริงๆเหรอ”
       “ค่ะ รสสงสารอาพร้อมกับอาวิมล รสอยากกลับไปอยู่เป็นเพื่อนท่าน”
       “พี่ก็เข้าใจ เอาเป็นว่า ถ้ารสอยากกลับมาเมื่อไหร่ โทร.มาได้เลยนะ พี่รับเสมอ”
       รสายิ้มและไหว้พิทยา
       “ขอบคุณพี่พิทตี้มากค่ะ”
       พิทยายิ้มรับ จับไหล่แล้วก็ออกไป
      
       รสาหันมาที่โต๊ะทำงาน กำลังเก็บของ แล้วก็สะดุดเข้ากับรูปบ้านของภคพงษ์ รสาหยิบมาดูแล้วก็คิดถึงตอนทำงานด้วยกัน
      
       ชีวินเดินเข้ามาเห็นพอดีก็ชะงัก รสามองดูรูปเรือนหลังเล็กด้วยความเศร้า ชีวินถอนใจเบาๆ เศร้าไปด้วย
      
       เวลานั้นภคพงษ์นอนอยู่ที่โซฟา หนวดยาวขึ้น สายใจเดินมาเห็นก็ตกใจ หญิงชราปลุก แต่ภคพงษ์ไม่ตื่น ทำท่าหงุดหงิดแล้วก็นอนต่ออย่างไม่สนใจ สายใจมองด้วยความเป็นห่วงมาก
      
       ขณะเดียวกันรสาเดินอยู่ริมทะเล คิดถึงตอนที่ภคพงษ์มาและตอนวิ่งไล่จับ รสาสะบัดหน้าไล่ความทรงจำทิ้ง ห้าวยืนมองอยู่และคิด
      
       ภคพงษ์กับหน้าตาโทรม แววตาไร้ชีวิตชีวา แต่งตัวไม่เนี้ยบเหมือนเดิม เดินอยู่ในกรุงเทพฯด้วยท่าทางเหงาๆ เศร้าๆ
       ขณะที่รสาเดินอยู่ริมทะเลด้วยหน้าเศร้าๆ เหงาๆ ไม่ต่างกัน
      
       ชีวินเตรียมจัดต้นไม้อยู่ที่สวนก็หยุดมือ ยืนมองรสาที่เดินเหงาอยู่ริมทะเลไม่ห่างออกไป
      
       ห้าวเองก็ยืนมองรสาอยู่ ทั้งสองชายมองรสาแล้วต่างคนก็ต่างคิด

ภายในโรงพยาบาล ปรางทิพย์ยืนโทรศัพท์อยู่ในห้อง เบอร์แรกไม่มีคนรับ เบอร์ที่สองปิดเครื่อง ปรางทิพย์บ่นๆ
       
       “เป็นอะไรกันไปหมดนะ คนนึงปิดเครื่องคนนึงไม่รับสาย”
       รัชนีเดินออกมาจากห้องน้ำ เปลี่ยนชุดเตรียมออกจากโรงพยาบาล รัชนีหายจนเกือบเป็นปกติ
       “พูดถึงใครเหรอลูก”
       “ก็พี่ภัคกับคุณพ่อน่ะสิคะ”
       รัชนีสะอึก ปรางทิพย์พูดต่อ
       “พี่ภัคปิดเครื่อง ส่วนคุณพ่อไม่ยอมรับสาย”
       รัชนีเดินมาเก็บของเงียบๆ ปรางทิพย์คิด แล้วก็พูด
       “หรือคุณพ่อจะโกรธที่ปรางไม่ยอมให้คุณแม่เซนต์ใบหย่าให้ เรื่องหย่าเป็นเรื่องใหญ่ ทำไมคุณพ่อไม่มาคุยกับคุณแม่เอง ทำไมต้องส่งให้คุณอาทนายมาจัดการแทน ทำแบบนี้ไม่ถูกนะคะ”
       “พ่อเค้าทำถูกแล้ว เค้าไม่จำเป็นต้องมาให้เกียรติมาคุยกับผู้หญิงที่หลอกเค้ามาเกือบ ๒๐ ปี ด้วยตัวเองหรอก” รัชนีตอบปลงๆ
       ปรางทิพย์ไม่ยอม
       “แต่อย่างน้อยคุณพ่อก็ควรจะนึกถึงความดีของคุณแม่บ้าง ตั้งแต่จำความได้ คุณแม่ดูแลคุณพ่อและปรางอย่างดีมาตลอด แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว คุณพ่อจะทำแบบนี้กับคุณแม่ไม่ได้นะคะ ปรางไม่ยอม ไม่รู้ล่ะ กลับถึงบ้านเมือ่ไหร่ ปรางต้องคุยกับพ่อให้รู้เรื่อง”
       ปรางทิพย์พูดอย่างมุ่งมั่น
      
       สุวิทย์สีหน้าเคร่งเครียดกำลังจะเดินออกมาจากบ้านเพื่อเตรียมจะไปทำ งาน รถตู้ของรัชนีแล่นเข้ามาจอดจอด สุวิทย์ชะงักแล้วก็หันเดินเลี่ยงไปลานจอดรถเพราะไม่อยากเผชิญหน้า
      
       รถตู้ยังจอดไม่สนิทดี ปรางทิพย์ก็รีบปิดประตูและกระโดดลงมาอย่างเร็ว รัชนีตะโกนด้วยความเป็นห่วง
       “ปรางระวังลูก”
       ปรางทิพย์ไม่สนใจ ตะโกนเรียกสุวิทย์
       “คุณพ่อคะ เดี๋ยวก่อนค่ะ คุณพ่อ คุณพ่อ”
       ปรางทิพย์รีบวิ่งตามมาขวางสุวิทย์ไว้
       “ถ้าคุณพ่อยังเห็นปรางเป็นลูก คุณพ่อกรุณาหยุดคุยกับปรางสักครู่ได้มั้ยคะ”
       ปรางทิพย์พูดเสียงเครือๆ เหมือนจะร้องไห้ สุวิทย์เห็นแล้วก็ใจอ่อนยอมอยู่ที่เดิม ค่อยหันไปมาทางรัชนีที่ยืนอยู่ข้างรถตู้ สองคนเผชิญหน้ากันด้วยความอึดอัด ปรางทิพย์มองสุวิทย์ด้วยความหวัง
      
       ภายในบ้าน ปรางทิพย์นั่งตรงกลางระหว่างสุวิทย์และรัชนี
       “คุณพ่อคะ ปรางรู้ว่าปรางเป็นเด็กไม่ควรยุ่งเรื่องผู้ใหญ่ แต่สำหรับเรื่องนี้ ปรางขอพูดในฐานะที่ปรางเป็นลูกได้มั้ยคะ”
       ปรางทิพย์เสียงเครือๆ ตาแดงและน้ำตาร่วง
       “คุณพ่ออย่าโกรธคุณแม่เลยนะคะ คุณพ่อยกโทษให้คุณแม่ได้หรือเปล่าคะ คุณแม่รักคุณพ่อมากนะคะ”
       รัชนีร้องไห้ตามแล้วบอก
       “ปราง อย่าพูดให้คุณพ่อหนักใจเลยลูก”
      
       “ไม่ได้ค่ะ ปรางต้องพูด ปรางอยากให้คุณพ่อรู้ว่าคุณแม่เสียใจ และรู้สึกผิดมากแค่ไหน ทุกอย่างที่เกิดขึ้น คนที่เจ็บปวดมากที่สุดก็คือคุณแม่”

       รัชนีร้องไห้ออกมา ปรางทิพย์พูดต่อ สุวิทย์ฟังด้วยสติ
      
       “คุณแม่ยอมบอกความจริงทั้งหมดเพื่อปกป้องปราง ถ้าคุณแม่เห็นแก่ตัวจริงๆจะไม่บอกเรื่องนี้กับใคร และไม่ปกป้องปรางก็ได้ ปล่อยให้ปรางโดนพี่ภัคหลอกไปตลอดชีวิต แต่คุณแม่ไม่ทำ คุณแม่ยอมรับความจริงเพื่อปกป้องปราง”
       ปรางทิพย์คุกเข่ามาหาสุวิทย์
       “คุณพ่อคะ ปรางขอร้อง ยกโทษให้คุณแม่นะคะ”
       รัชนีคุกเข่าลงไปกอดลูก
       “ปรางพอเถอะลูก ปรางอย่าทำแบบนี้เพื่อแม่ก็ได้ แม่ไม่ใช่แม่ที่ดีพอที่จะได้รับอะไรแบบนี้ พอเถอะนะปราง ปรางลูกแม่”
       สุวิทย์มองรัชนีและปรางทิพย์ที่กอดกันร้องไห้อยู่ที่พื้น แล้วพูดออกมา
       “คุณทำแบบนี้กับผมได้ยังไง คุณก็รู้ว่าผมรักและไว้ใจคุณมากแค่ไหน”
       รัชนีค่อยๆหันมาร้องไห้
       “รัชรู้ค่ะ...รัชรู้”
       สุวิทย์ตาแดงๆถาม
       “รู้แล้วทำไมถึงหลอกผม โกหก ปิดบัง เรื่องใหญ่ขนาดนี้ได้ยังไง”
       รัชนีปล่อยโฮ ปรางทิพย์ก็ร้องไห้ตาม
       “รัชขอโทษค่ะ รัชกลัวว่าคุณจะรับไม่ได้ ที่รัชเคยแต่งงานมาแล้ว”
       “คุณคิดว่าเรื่องนั้น มันจะทำให้ผมรักคุณน้อยลงหรือไง ทำไม ทำไมไม่พูดกันตรงๆ คุณทำให้ผมกลายเป็นคนโง่ที่โดนคุณหลอกมาตั้งแต่วันแรกที่เรารู้จักกัน คุณจะให้ผมให้อภัยคุณได้ยังไง คำขอโทษของคุณ ผมยังไม่รู้เลยว่าจะไว้ใจได้หรือเปล่า”
       รัชนีร้องไห้
       “คุณพ่อขา”
       สุวิทย์ยกมือห้ามลูกสาว
       “พอได้แล้วปราง พ่อรักลูก พ่อรักแม่ของลูก แต่พ่อไม่ไว้ใจเค้าอีกต่อไป”
       สุวิทย์พูดจบก็ลุกแล้วเดินออกไปเลย ปรางทิพย์จะลุกตาม รัชนีดึงไว้
       “คุณพ่อ คุณพ่อ”
       “ปราง ไม่ต้องตามไปหรอกลูก มันไม่มีประโยชน์”
       รัชนีพูดด้วยความปลง
       “มันไม่มีประโยชน์แล้วจริงๆ”
       รัชนีเสียใจสุดๆน้ำตาร่วงแต่ไม่ฟูมฟาย ปรางทิพย์มองรัชนีด้วยความไม่สบายใจและพยายามคิดหาทางช่วย
       “แต่ปรางคิดว่ามีคนคนหนึ่งที่ช่วยเราได้ค่ะ”
      
        รัชนีมองปรางทิพย์ด้วยความแปลกใจ ปรางทิพย์คิดถึงภคพงษ์

       ภายในบ้านเถลิงยศ ภคพงษ์นอนหมดอาลัยตายอยากอยู่ที่โซฟา หนวดครึ้มๆ เขียว ๆ หน้าตอบๆ แต่งตัวปอนๆ ปรางทิพย์ยืนมองอยู่กับสายใจ ไม่ห่างจากภคพงษ์ที่นอนอยู่นัก
      
       “ทำไมพี่ภัคอยู่ในสภาพนี้คะเนี่ย”
       “ป้าก็ไม่ทราบ รู้แค่ว่าคุณหนูไปหาคุณรสาที่ระยองแล้วก็กลับมาเป็นแบบนี้”
       ปรางทิพย์นึกได้
       “รสา...พี่รสาที่สวยๆ ที่เป็นอินทีเรียน่ะเหรอคะ”
       “ใช่แล้วค่ะ คนนั้นล่ะค่ะ มีอยู่คนเดียว ที่ทำให้คุณหนูเป็นไปได้ขนาดนี้”
       ปรางทิพย์แปลกใจอย่างมาก แต่ก็คิดแล้วก็เดินมาใกล้ๆภคพงษ์
       “พี่ภัคคะ พี่ภัค”
       ภคพงษ์นอนนิ่งไม่สนใจ ปรางทิพย์เข้าไปเขย่าตัว)
       “พี่ภัค ตื่นได้แล้วค่ะ นี่มันเย็นมากแล้วนะคะ ตื่นค่ะ”
       ภคพงษ์เอามือปัดมือปรางทิพย์
       “อย่ามายุ่ง”
       ปรางทิพย์ชะงักนิดๆนึกยั้วะ
       “พี่ภัคจะไม่ตื่นจริงๆใช่มั้ยคะ”
       ภคพงษ์ไม่ตอบแต่ขยับหันหลังให้เลย ปรางทิพย์เม้มปากโกรธ..
       “ได้”
       ปรางทิพย์หันไปคว้าแก้วน้ำที่วางอยู่แถวนั้นมา แล้วก็สาดใส่หน้าภคพงษ์ทันที สายใจร้องด้วยความตกใจ
       “ว้าย คุณปรางทิพย์”
       ภคพงษ์ร้องโวยวายลุกพรวดขึ้น
       “เฮ้ย นี่มันอะไรกัน เปียกไปหมดแล้ว ทำบ้าอะไรหะ”
       ปรางทิพย์วางแก้ว กอดอกแล้วบอก
       “ทำให้ตื่นไงคะ น้องสาวมาเยี่ยมทั้งที ทำตัวเป็นพี่ชายที่แสนดีหน่อยสิคะ”
       สายใจอมยิ้มนิดๆ ภคพงษ์ชะงักมองหน้าปรางทิพย์
       “น้องปราง”
       ปรางทิพย์ยืนยิ้มให้นิดๆ ทั้งสองคนเผชิญหน้ากันอีกครั้ง หลังจากรู้ความจริง
      
       ภคพงษ์นั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของบ้าน แววตานิ่งขรึมมองออกไปข้างนอก
       “พี่เป็นคนทำลายชีวิตครอบครัวของน้องปรางใช่มั้ย” ภคพงษ์พูดขึ้นอย่างรู้สึกผิด
       ปรางทิพย์ยืนอยู่ไม่ห่างแล้วเดินเข้ามานั่งข้างๆ
       “ไม่เชิงค่ะ คุณแม่เป็นต้นเหตุ พี่ภัคเป็นคนจุดชนวน และคุณพ่อเป็นคนที่ไม่ยอมรับอะไรเลย เรื่องมันถึงได้เป็นแบบนี้”
       ปรางทิพย์หันมาทางภคพงษ์
       “ปรางขอบคุณพี่ภัคมากนะคะที่ยกโทษให้คุณแม่ คุณแม่รักพี่ภัคมากนะคะ”
       ภคพงษ์ชะงักนิดๆ รู้สึกใจเต้นแรงขึ้นด้วยความดีใจลึกๆ
       “คุณแม่เสียใจมากที่การตัดสินใจในอดีตทำร้ายพี่ภัค คุณแม่เล่าความจริงทุกอย่างให้ปรางฟังด้วยความเสียใจ ปรางไม่เคยเห็นคุณแม่ร้องไห้หนักแบบนี้มาก่อนในชีวิต”
       ปรางทิพย์เริ่มเข้าเรื่อง
       “ตอนนี้ปรางเข้าใจแล้วว่าคุณแม่เจ็บปวดแค่ไหน ตอนที่พี่ภัคแกล้งจีบปราง”
       “พี่ พี่ขอโทษ”
       “ไม่ค่ะ ปรางไม่ยกโทษให้”
       ภคพงษ์ชะงัก มองหน้าปรางทิพย์แววตารู้สึกผิด
      
       “พี่ภัคทำให้ปรางต้องเสียใจ พี่ภัคจะต้องชดใช้ค่ะ”
       ภคพงษ์ชะงักมองหน้าปรางทิพย์ที่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น
       “พี่ภัคจะต้องช่วยปรางคุยกับคุณพ่อ และทำให้คุณพ่อยกโทษให้คุณแม่ให้ได้ ทำให้คนที่ปรางรักสองคนกลับมาคืนดีกัน เป็นบุญกุศลครั้งยิ่งใหญ่ ไถ่บาปที่แกล้งทำให้ปรางรักไงคะ โอเคมั้ยคะพี่ชาย”
       ภคพงษ์ยิ้มตามนิดๆบอก
       “ได้ ถ้ามันทำให้ปรางยกโทษให้พี่ พี่ยินดีช่วยครับ น้องสาว”
       ปรางทิพย์ยิ้มรับ
       “ถามหน่อยเถอะ ปรางไม่โกรธพี่เลยเหรอ”
       “ตอนแรกก็โกรธนะคะ แต่พอคุณแม่เล่าความจริงให้ฟัง ปรางก็เข้าใจ และเห็นใจพี่ภัค ปรางได้ความรัก ได้ทุกอย่างจากคุณแม่อย่างเต็มที่ แต่พี่ภัคไม่เคยได้อะไรเลย ถ้าปรางเป็นพี่ภัค บางทีปรางอาจจะทำแบบเดียวกันก็ได้ คิดแบบนี้แล้วปรางก็ไม่โกรธค่ะ”
       ภคพงษ์มองด้วยความซึ้งใจ
       “ขอบคุณมาก ถ้าผู้หญิงคนนั้น เค้าเข้าใจพี่ และให้อภัยพี่เหมือนปรางก็คงดี”
       ภคพงษ์พูดด้วยความเศร้า ปรางทิพย์เอียงหน้ามาถาม
       “ผู้หญิงคนนั้นของพี่คือ พี่รสาใช่มั้ยคะ”
      
       ภคพงษ์นิ่งไม่ตอบ แต่ใช้ความเงียบยอมรับว่าใช่ ภคพงษ์คิดถึงรสาจับใจ

       รสานั่งคุยโทรศัพท์อยู่ที่ริมทะเล
      
       “วินไม่ต้องห่วงนะ รสสบายดี ไม่เบื่อ ไม่เหงา แล้วก็ไม่คิดมากด้วย รสก็ช่วยอาพร้อมดูแลลูกค้า แล้วก็ดูแลต้นไม้ในสวนสำหรับงานแต่งงานของเราตามที่วินบอกไว้ ต้นไม้โตขึ้นมากแล้วนะ ทันงานแต่งของเราเดือนหน้าแน่นอน จ้ะๆ วินไม่ต้องห่วงรสนะ แล้วพรุ่งนี้ค่ำๆเจอกันจ้า”
       รสาพยายามทำน้ำเสียงให้มีความสุข หลังวางสายไปแล้วก็ถอนหายใจ
       “เฮ่อ”
       เสียงห้าวดังขึ้น
       “ต้องฝืนใจทำเป็นมีความสุขแบบนี้ เหนื่อยมั้ยรส”
       รสาชะงัก หันมาเห็นห้าวยืนอยู่
       “ไม่ได้ฝืนสักหน่อย” รสาว่า
       ห้าวเดินมาหาบอก
       “งั้นก็หลอกตัวเอง”
       รสาหลบหน้าบอก
       “จะมาหาเรื่องอะไรรสอีกล่ะ”
       “ไม่ได้หาเรื่อง แต่ช่วยหาทางออกจากปัญหามากกว่า”
       “ปัญหาอะไร รสไม่มีปัญหาสักหน่อย”
       “แล้วที่รสกำลังจะแต่งงานกับผู้ชายอีกคน แต่คิดถึงผู้ชายอีกคน ไม่คิดว่ามันเป็นปัญหาหรือไง”
       รสาสะอึก ห้าวพูดได้โดนใจมาก
       “พี่ห้าวคิดไปเองแล้ว รสไม่ได้คิดถึงคนอื่นสักหน่อย”
       “หลอกตัวเองไม่พอจะมาหลอกพี่อีกเหรอ รสพี่บอกตรงๆ นะ รสไม่ได้รักไอ้หน้าแหยนั่น ส่วนคนที่รสรักมันก็ทำให้รสเสียใจ สรุปนะ ยกเลิกงานแต่ง แล้วก็เปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองคบกับคนใหม่ๆ อาจจะเจอคนใกล้ตัวที่ใช่ก็ได้นะ” ห้าวแววตาเจ้าเล่ห์กะเสียบเต็มที่
       รสามองหน้าห้าวรู้ทัน
       “ขอบคุณพี่ห้าวที่เป็นห่วง แต่รสไม่เปลี่ยนใจ จริงที่รสอาจจะคิดถึง ใครบางคนไปบ้าง แต่อีกไม่นาน ความคิดถึงมันก็คงจะหายไป เพราะเค้าไม่มีค่ามากพอที่จะรสจะต้องคิดถึงอีกต่อไป”
       รสาพูดด้วยความเด็ดเดี่ยวที่แฝงไว้ด้วยความเศร้า
      
       ห้าวมองแล้วก็ส่ายหน้าทั้งเป็นห่วง ทั้งสงสารเค้าและสงสารตัวเองที่แห้ว!






No comments:

Post a Comment