Wednesday, February 29, 2012

“ไอซ์” รับถ่ายทูพีชคู่ “แบงค์ วงแคลช” แรง แจงที่ต้องยืนเบียดกันเพราะยืนห่างแล้วไม่สวย



“ไอซ์” ปลื้มถ่ายทูพีชคู่ “แบงค์ วงแคลช” กระแสแรง เผยเป็นครั้งที่ถ่ายกับผู้ชายก็เลยเต็มที่เพราะไม่ใช่คนแบ๊วอยู่แล้ว แจงที่ต้องยืนเบียดกันเพราะยืนห่างแล้วไม่สวย รับครั้งนี้ภาพออกมาแรง ลั่นที่เต็มที่ก็เพราะอยากให้คนที่ซื้อหนังสือคุ้มค่าที่สุด
      
       ห่างหายจากการถ่ายชุดว่ายน้ำมานานกว่า 4 ปี กลับมาคราวนี้สาวเซ็กซี่ “ไอซ์ อภิษฎา เครือคงคา” ก็เลยจัดหนักยอมเปิดซิงถ่ายแบบทูพีชกับผู้ชายเป็นครั้งแรก ประกบนักร้องหนุ่มชื่อดัง “แบงค์ ปรีติ บารมีอนันต์” อดีต นักร้องวงแคลช ให้กับนิตยสารแพรว งานนี้บอกได้คำเดียวว่าเจ้าตัวไม่ทำให้หนุ่มๆ ผิดหวัง เรียกว่าหวิวสยิวจนแผงหนังสือร้อนฉ่าส่วนหนังสือก็กระแสดีจนขาดตลาดห
      
       “กระแสตอบรับก็โอเคนะคะ ซึ่งส่วนใหญ่มีแต่คนชอบนะ ตั้งแต่ก่อนวางแผง ก็มีหลายคนบอกว่าจะรอซื้อหนังสือ แต่พอวางแผงแล้ว หลายคนต่างก็บอกว่าหาซื้อหนังสือยากมากเลยค่ะ ขายค่อนข้างดี เราก็รู้สึกแฮปปี้มาก อีกอย่างด้วยตัวไอซ์เองก็ไม่ได้ถ่ายชุดว่ายน้ำมา 4 ปีแล้ว เรารู้สึกว่านานพอสมควร แล้วเราก็ไม่ใช่เด็กด้วยก็เต็มที่”
      
       “ไอซ์รู้สึกว่าทุกปีจะมีอะไรพิเศษอยู่แล้ว อย่างก่อนหน้านี้ที่ไอซ์เคยถ่ายมามันก็มีความแรงในตัว เพราะว่าช่วงอายุวัย ทุกอย่างความสาวความแซบ แต่อันนี้จะเป็นความแซบแบบผู้ใหญ่ ครั้งนี้เราตั้งใจกันมาก ด้วยความที่แพรวเป็นนิตยสารที่ถ่ายแบบใสๆ อยู่แล้ว แต่ครั้งนี้เขาต้องการปรับเปลี่ยนอยากให้ดูเป็นแฟชั่นมากขึ้น ก็รู้สึกว่าทุกคนพยายามร่วมมือกัน และตัวไอซ์เองไม่ได้ถ่ายแฟชั่นแบบนี้บ่อยๆ
      
       “โอกาสจะถ่ายอีกก็ไม่รู้เมื่อไร ต่อไปเราอาจจะไม่ถ่ายอีกก็ได้ เพราะฉะนั้นเราก็เต็มที่ จะให้มายืนโพสต์ธรรมดาเราคงไม่ชอบ บวกกับพี่แบงค์ เวลาเขาจะทำอะไรเขาจริงจัง เวลาถ่ายเขาก็เต็มที่ พอพอเราสองคนมาเจอกัน ทุกอย่างมันลงตัวมาก เราไม่ต้องมาแบบขอโทษนะคะ แล้วค่อยถ่ายแบบด้วยกัน คือมาถึงกว่าจะเดินทางมาถึงที่ถ่าย ก็ต้องรีบแต่งหน้าแล้วก็ถ่าย โดยที่ใกล้ชิดกันได้ไม่ต้องมาเขิน เราไม่มีความเขินกันเลย มันเหมือนทำงานกันจริงๆ ไอซ์เองก็ไม่ใช่เด็กแบ๊วๆ เวลาถ่ายเราก็เต็มที่เหมือนกัน”
      
       ยอมรับรูปที่ “แบงค์” นอนทับ กับรูปที่หน้าอกเบียดกันกับแบงค์ค่อนข้างหวาดเสียว ดูแรง
      
       “ใช่ ไม่คิดว่าจะถ่ายแบบชุดว่ายน้ำกับผู้ชายด้วยซ้ำ นี่เป็นครั้งแรกที่ถ่ายกับผู้ชาย ทุกอย่างไอซ์รู้สึกว่ามันเป็นภาพที่ดูเป็นแฟชั่น แล้วก็สวย ทำให้คนดูรู้สึกอยากไปทะเล อยากใส่ชุดว่ายน้ำชุดนี้มากกว่า ก่อนถ่ายทีมงานเอารูปตัวอย่างการโพสต์ท่ามาให้ไอซ์กับพี่แบงค์ดูหลายแบบ เพราะเขาไม่รู้ว่าเราจะสามารถทำได้ขนาดไหน ซึ่งพอไอซ์กับพี่แบงค์ดู เราก็ชี้ไปที่รูปเดียวกันนั่นก็คือรูปที่ใส่ชุดทูพีชสีดำค่ะ ส่วนรูปที่ยืนเบียดกันคือตอนแรกที่ถ่ายเราจะมีช่องว่าง เพราะว่าเราไม่เคยทำงานด้วยกันมาก่อนจะเกร็ง พอถ่ายเสร็จก็ไปดูตัวอย่างภาพ พี่ๆ ช่างภาพเขาบอกว่ามันมีช่องว่างไม่สวย พอเรามาดูมันก็ไม่สวยจริงๆ พอถ่ายใหม่เราก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเบียดกัน เพราะตอนถ่ายมันมีเรื่องอื่นให้เรากังวลมากกว่า”
      
       “ตอนแรกที่เห็นภาพก็ไม่ตกใจเลยค่ะ ไม่มีภาพไหนที่เห็นแล้วตกใจ หรือว่ารู้สึกว่าน่าเกลียด รู้สึกว่าภาพสวยดี แฮปปี้กับภาพที่ออกมา เรายังไม่ได้คุยกันว่าออกมาเป็นยังไง แต่เราเคยคุยกันก่อนหน้านี้ ปรึกษากันว่าสรุปรูปไหนจะเป็นปกเท่านั้น เพราะว่าทางทีมงานไม่ชัวร์ ก็มีส่งรูปมาให้ดูบ้าง คิดว่ารูปนี้น่าจะเป็นปกนะ แล้วก็ถามพี่แบงค์ว่าโอเคมั้ย เขาไม่ห่วงว่าหน้าจะออกมาไม่หล่อ หน้าตาจะยังไงก็ได้ แต่ขอหุ่นดีไว้ก่อน คือพี่แบงค์เป็นห่วงหุ่นเขามาก คือเขาจะห่วงกล้าม ทุกรูปต้องมีซิกแพคที่สวย ซึ่งหุ่นพี่แบงค์ดีมากอยู่แล้วค่ะ”
      
       “เราก็กังวลหุ่น กังวลหน้า กังวลทุกอย่างเลย ก็ไม่ได้ถ่ายมานาน ก็รู้สึกว่าถ่ายทั้งทีก็อยากให้ออกมาดูดี แล้วก็รู้สึกว่ากลัวแพ้พี่แบงค์ เราต้องฟิตหุ่น พี่แบงค์เป็นคนหุ่นดี เพราะฉะนั้นเราจริงๆ ก็อยากมีกล้ามท้อง ก็พยายามซิทอัพให้มีบ้าง ตอนนี้วิ่งทุกวันดูเป็นกล้ามมากขึ้น ดูเฟิร์ม ประมาณหนึ่งเดือน”
      
       ไม่คิดว่าถ่ายครั้งต่อไปจะต้องแรงขึ้นเรื่อยๆ
      
       “มันไม่ได้หมายความว่าต้องแรงขึ้นเรื่อยๆ มันอยู่ที่คอนเซ็ปต์ที่ตกลงถ่าย เพราะเป็นพี่แบงค์ด้วย พี่เขาดูเป็นมืออาชีพ แล้วเวลาทำอะไรเป็นคนตั้งใจและมั่นใจบวกกับหนังสือด้วย ทุกอย่างมันรู้สึกว่าแล้วทำไมไม่ถ่าย เราโตขึ้นเรื่อยๆ ตอนแรกจะไม่ถ่าย แต่ก็รู้สึกว่าเคยถ่ายมาแล้ว แต่อันนี้ก็เป็นความแปลกใหม่เกิดขึ้นในหนังสือ เราก็รู้สึกว่าแปลกใหม่ในชีวิตเราด้วย เราก็รู้สึกว่าสมควรถ่าย แต่ไม่จำเป็นว่าจะต้องถ่ายทุกปี เพราะไม่ได้เป็นคนถ่ายอะไรทุกปี แล้วต้องแรงกว่านี้ไหม มันอยู่ที่คอนเซ็ปต์”
      
       “ปีนี้คงไม่ถ่ายอีกค่ะ เพราะรู้สึกว่าชุดว่ายน้ำคนเห็นบ่อยๆ ก็เบื่อ มันอยู่ที่คอนเซ็ปต์ด้วย แล้วบางทีแต่ละหนังสือภาพที่ออกมาก็ไม่เหมือนกัน พอเราได้ถ่ายเล่มใหม่ ได้เจอกับทีมงานใหม่ๆ มันก็เป็นเหมือนงานใหม่ๆ ของเราอย่างนั้นค่อยน่าสนใจ แต่ถ้าอะไรเดิมๆ ก็คงไม่ทำค่ะ”
      
       ยอมรับว่าการถ่ายแบบครั้งนี้แรงมาก ตั้งแต่ถ่ายมา เพราะมีผู้ชาย
      
       “แรงเพราะมีผู้ชาย แต่ก่อนหน้านี้ ไอซ์จะมีโพสต์แบบหันหลัง น่าจะเป็นคนแรกๆ คือตอนนั้นคนบอกแรงมาก คือมันเป็นวิวัฒนาการของแฟชั่นมาเรื่อยๆ ก็เป็นคนที่สไตล์ลิสต์ให้ทำอะไรเราก็ยินดี ถ้าคิดว่ามันเป็นความใหม่ที่เกิดขึ้นในวงการ ถ่ายแฟชั่นบางทีก็ตันนะ ไม่รู้จะโพสต์ท่าอะไร ทุกคนก็พยายามช่วยกันให้มันดูใหม่ที่สุดให้คนคุ้มที่สุดสำหรับการซื้อ หนังสือเล่มนี้”


ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

เปิดตัว "อนันดา" บริหารคลื่นที่เชียงใหม่



คลืนวิทยุ Click Radio102.5 เชียงใหม่ แถลงข่าวเปิดตัวคลื่นและผู้บริหาร อนันดา เอเวอริงแฮม ก่อนร่วมงาน แฟตเฟสติวัล เวอร์ชั่น โชว์เหนือ

วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บริษัท คลิก วีอาร์วัน เจ้าของคลื่นเพลงเอาใจวัยรุ่นอย่าง แฟตเรดิโอ 104.5 เอฟเอม และคลื่น เก็ทเรดิโอ 102.5 คลื่นเพลงสากล ในกรุงเทพฯ ได้ยกพลบุกเชียงใหม่ เปิดโปรเจคต์ใหญ่ ทั้งการคว้าตัว พระเอกฮ็อต อนันดา มาเป็นผู้บริหารคลื่นวิทยุที่เปิดในเชียงใหม่ และ งานแฟต เฟส โชว์เหนือ ซึ่งมี โดม ปกรณ์ ลัม เป็น ดาราชูโรง

สำหรับคลื่นวิทยุที่เปิดใหม่ "Click Radio102.5 เชียงใหม่"  ที่เปิดแถลงข่าวในบ่ายวันเสาร์ ตั้งเป้าเป็นคลื่นวิทยุที่มีความหลากหลายเพื่อชาวเชียงใหม่ กลุ่มเป้าหมายหลักคือ คนฟังรุ่นใหม่ และนำเสนอเพลงฮิต โดยบรรดาดีเจ ที่หลากหลายแนว ทั้งความสามารถ และ หน้าตาดี

หล่าบรรดาดีเจ  ที่ดึงมาจากกลุ่มเซเลบ เทรนดี้ของเชียงใหม่ อย่าง  ปณิตา ตุวานนท์  ดีเจปาย   ลูกสาวคนเล็ก  ของอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์  ตุวานนท์และเธอเองยังเป็นเจ้าของ

ร้านสลัดคอนเซ็ปต์ ที่เรียกว่าใครๆ ที่เดินทางมาถึงเชียงใหม่ ก็ต้องมาแวะเวียนเยี่ยมเยียนเธอที่ร้านสลัดสุดเก๋แห่งนี้ด้วยกันทั้งนั้น

ดีเจ ป่าน  สิรินทร์  โบ๊ด  และ  ดีเจปรางค์ ฉัตรา โบ๊ด เซเลบสาวเหนือลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส แต่เป็นคนเชียงใหม่โดยแท้บุตรี มร.โตมาร์โบ๊ด กงสุลกิตติมศักดิ์  และผู้อำนวยการสมาคมฝรั่งเศส จ.เชียงใหม่
 และ ดีเจโฉม นางแบบสาวประจำเชียงใหม่ที่ไม่ว่าช่างภาพคนไหนก็อยากร่วมงานกับเธอแถมมีแววก้าวไกลในวงการบันเทิง

ดีเจ.แก้วก๊อ  -แก้วก๊อ ณ เชียงใหม่  หลานสาวเจ้ากอแก้ว ประกายกาวิล ณ.เชียงใหม่ เซเลบริตี้ สาวสุดเปรี้ยวที่ขึ้นปกคู่พระเอกหนุ่มอนันดามาแล้ว

ทั้งนี้ ทางคลิกเรดิโอ ชักชวน พระเอกหนุ่มหล่อ มาทำหน้าที่บริหารคลื่น Click Radio 102.5 เชียงใหม่ ด้วยเหตุผลที่ลงตัวหลายข้อ ทั้งในฐานะเซเลบที่ปักหลักที่เชียงใหม่ และในฐานะคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่มองหาความท้าทาย และสถานะความเป็นอิสระของอนันดาในการทำงานวงการบันเทิง ซึ่งตรงกับคอนเซปต์ของคลื่นฯ ที่เปิดเพลงแบบ ไม่มีค่าย
อรเก้า ไกยสิทธิ์ กรรมการบริหารบริษัท อินดิเพนเด้นท์ คอมมิวนิเคชั่น เนทเวอร์ค จำกัด ได้กล่าวถึงที่มาที่ไปของ Click Radio เชียงใหม่ว่า


  “ Click Radio เรามีอยู่ด้วยกัน 5 คลื่น Get 102.5 / FM One 103.5 / Fat Radio 104.5 / 101 Radio Report One โดยทั้งหมดมีรูปแบบที่ชัดเจน โดยเจาะไปที่กลุ่มผู้ฟังที่มีแนวทางชัดเจนในแต่ละคลื่นวิทยุ เช่น กลุ่มวัยรุ่น เด็กแนว ก็ต้อง Fat Radio หรือผู้ที่ชื่นชอบ Easy Listening ต้องเป็น FM One 103.5 เพลงฮิตสำหรับคนรุ่นใหม่ และอัพเดทเหตุการณ์หรือข่าว เราก็มีให้ผู้ฟัง ในทุก ๆ รูปแบบ เช่นเดียวกับที่เชียงใหม่ กลุ่มผู้ฟังที่นี่ก็เป็นกลุ่มใหญ่ และจริง ๆ แล้วต้องขอบอกว่า ทางผู้ใหญ่ได้คุยกับพี่เจี๊ยบ(ผู้จัดการส่วนตัวของอนันดา) และ อนันดา จาก Halo Productions (เฮโล โปรดักส์ชั่น จำกัด) ทาง อนันดา หรือจ่อย กับ พี่เจี๊ยบ เองก็อยู่ในวงการมานาน ผลิตภาพยนตร์ หรือจะเป็นงาน อีเว้นท์ต่าง ๆ และช่วงหลังก็ได้ย้ายมาเชียงใหม่ เราก็เลยคิดกันว่าอยากจะมีคลื่นที่ตอบสนองผู้ฟังทุกกลุ่ม ดังนั้นมันก็เลย Click กันที่ คลื่นวิทยุ นี้จะเป็นคลื่นแรกที่มีความแปลกใหม่ ไหน ๆ ก็ Click แล้วก็เลยใช้ชื่อ Click มันซะเลย ก็เลยเกิด Click Radio FM 102.5 เชียงใหม่ ขึ้นมาค่ะ"


โดยคลิก เรดิโอ ที่เชียงใหม่จะเริ่มต้นด้วยการเปิดเพลงไทยและเพลงต่างประเทศ ไม่จำกัดแนว เน้นความน่าสนใจและความฮิตเป็นหลัก รวมถึงอัพเดตไลฟ์สไตล์ เทรนด์ต่างๆ

ส่วนหน้าที่บริหารคลื่นวิทยุครั้งแรกของ อนันดา จะเป็นงานครีเอทีฟ ดูแลกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ ระหว่างคนฟังกับคลื่นวิทยุ

Click Radio 102.5เชียงใหม่ จะออกอากาศทุกวัน ตั้งแต่เวลา 20.00 น. ไปจนถึง 24.00 น. ทุกวัน


ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

"ขาขวาแองเจลินา"ยังคงระบาดถูกตัดต่อเป็นภาพล้อเลียนเพียบ!




    หลังจากที่ปรากฏตัวบนพรมแดงโชว์เรียวขาข้างขวาในชุดราตรีหรู ขโมยซีน "แบรด พิตต์" ที่มีชื่อเข้าชิงออสการ์ มาตอนนี้ "แองเจลินา โจลี" ต้องอับอายอย่างมากทีเดียวเมื่อท่าโพสท์ดังกล่าวถูกนำมาตัดต่อล้อเลียนไป ทั่วโลกออนไลน์
      
       แม้แองเจลินา โจลี นักแสดงสาวชื่อดังจะคงความเป็นซูเปอร์สตาร์โพสท์ท่าโชว์เรียวขาสวยบนพรมแดง ออสการ์จนเป็นที่พูดถึงไปทั่วโลกอินเตอร์เน็ตหลังจากยืนโพสท์ได้ไม่กี่นาที หลังจากนั้น เจ้าตัวก็ขอแสดงอารมณ์ขันส่วนตัวให้ได้เห็นเมื่อโพสท์ท่าดังกล่าวอีกครั้งบน เวทีขณะขึ้นประกาศรางวัล จนจุดชนวนเรื่อง"ขาขวาของแองเจลินา"ให้กลายเป็นประเด็นพูดถึงไปทั่วทั้งในหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์จนเรียกได้ว่าขโมยซีนทุกคนในงานนี้อย่างแท้จริง
      
       และเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมาภาพขาขวาของแองจี้ตอนนี้ได้ถูกตัดต่อไป ทั่วเป็นทั้งดาร์ท เวเดอร์, รูปปั้นเทพีเสรีภาพ หรือแม้แต่ภาพแบรด พิตต์จากเรื่อง Interview with the Vampire ก็ถูกนำมาตัดต่อเช่นกัน งานนี้เรียกรอยยิ้มได้เป็นอย่างมาก เห็นทีว่าแองเจลินา โจลี มีอายกันเลยทีเดียว
      
       เก็บตก! “ขาขวาของโจลี” สิ่งที่คนพูดถึงมากที่สุดจากงานออสการ์




ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

Goodbye Solo เรื่องย่อ ภาพยนตร์ซีรีส์เกาหลี ซีรี่ย์เกาหลี



เรื่องย่อ
Goodbye Solo ซึ่งเป็นละครที่ไม่ได้มีผู้แสดงนำเพียงแค่คนหรือสองคน แต่ว่านักแสดงทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนามุนฮี, แบจงอค, อีแจรยง, ยูนโซอี, ชอนจองมยอง, คิมมินฮี หรือ อีฮัน ก็ล้วนแล้วแต่เป็นนักแสดงที่สำคัญของเรื่อง ในงานแถลงข่าวเปิดตัวละครผู้เขียนบทโนฮีคยองกล่าวว่า "นักแสดงทุกคนไม่มีใครเป็นนักแสดงนำ แต่ว่าทุกคนไม่ว่าจะเป็นคุณนามุนฮี คุณแบจงอคหรือทุกๆ คนก็ล้วนแล้วแต่เป็นนักแสดงที่เด่นเท่าๆ กัน ถ้าขาดคนใดคนหนึ่งไป ละครเรื่องนี้คงจะดำเนินต่อไปไม่ได้" ผู้เขียนบทโนฮีคยอง ที่ครองใจผู้ชมทุกเพศทุกวัย จะมาท้าทายวงการละครด้วยละครรูปแบบใหม่ๆ นี้อีกครั้ง เมื่อเราถามถึงเสน่ห์ของคาแรคเตอร์ที่หลากหลายที่อยู่ในละครเรื่องนี้ กับผู้เขียนบทโนฮีคยอง 

จึงตอบเรากลับมาว่า "จะเป็นละครที่บอกกล่าวเรื่องราวของผู้นำที่จำเป็นสำหรับพวกเราขณะที่พวกเรา อาศัยอยู่ในโลกใบนี้ อย่างเช่นในโลกนี้ถ้ามีคนคอยรับฟังเรื่องราวหรือมีคนที่คอยกอดเรายามที่เรา รู้สึกเศร้าสร้อย ก็คงจะดีไม่น้อยเลย อะไรอย่างนี้ค่ะ ด้วยความคิดอย่างนี้จึงเกิดเป็นคุณยายมียองอี (นามุนฮี) ขึ้น ก็คือขณะที่เราอาศัยอยู่บนโลกนี้ แม้ว่าจะมีคนเข้าใจเราเพียงแค่คนเดียวก็ยังดีใช่ไหมล่ะคะ" ละครเรื่องนี้ก็เลยเสนอเรื่องราวออกมาด้วยความคิดที่ว่า ถ้ามีใครสักคนคอยอยู่เคียงข้างเรา เพียงแค่คนเดียวชีวิตของเราก็จะอยู่ต่อไปได้ อะไรทำนองนี้ ผู้กำกับกีมินซูจึงเสริมต่อมาว่า "ผมคิดว่าจุดสำคัญของการแสดงเรื่องนี้ คือเรื่องราวเล็กๆ ที่เราเรียกกันว่าความสัมพันธ์ครับ ไม่ใช่เรื่องราวใหญ่โตอะไรหรอกครับ"


Goodbye Solo เรื่องย่อ ภาพยนตร์ซีรีส์เกาหลี ซีรี่ย์เกาหลี

แม่เบี้ย เดอะ มิวสิคัล เปิดหานางเอกใหม่



 “แม่เบี้ย” บทประพันธ์ยอดนิยมจากปลายปากกากวีซีไรท์ “วาณิช จรุงกิจอนันต์” ที่โด่งดังตั้งแต่ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารลลนา รายปักษ์ ดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ และโทรทัศน์ ปั้น “เมขลา” แจ้งเกิดเป็นนางเอกเต็มขั้น อย่าง ฮันนี่ ภัสสร บุณยเกียรติ ที่คว้ารางวัลตุ๊กตาทอง นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในปี 2532,  แสงระวี อัศวรักษ์ มิสไทยแลนด์เวิลด์ รวมทั้ง "มะหมี่"นภคปภา นาคประสิทธิ์ ที่สร้างชื่อจากท่าขูดมะพร้าว จนโด่งดังกลายเป็นที่ถูกตาต้องใจผู้สร้างหนังชาวต่างชาติไปหลายเรื่อง

ล่าสุด "ต้อ-มารุต สาโรวาท" ผู้กำกับฯ, นักแสดงและแอ็กติ้งโค้ชชื่อดัง เตรียมงานล่าสุด “แม่เบี้ยเดอะ มิวสิคัล” เปิดโอกาสทดสอบบท “เมขลา” นางเอกละครเพลง  โดยผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ ต้องเป็นหญิงไทยวัย 18-30 ปี มั่น ใจว่าตัวเองสวย สามารถแสดงและร้องเพลง  รวมถึง ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาในการซ้อม  เปิดรับสมัครถึง 28 กพ.2555 ส่งรูปและประวัติส่วนตัว : info@index-creative.com  และติดตามความเคลื่อนไหว : facebook.com/indexcreative


ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

เอเชียรามา - รู้จัก United Filmmakers Organization: GTH แห่งฮ่องกง




ขณะที่ GTH กำลังประสบความสำเร็จได้ด้วยงานที่เรียกกันติดปากว่า “ฟิลกู๊ด” อันบอกเล่าถึงชีวิต, ความทรงจำ และความฝันของคนยุคใหม่ …เมื่อร่วม 15 ปีก่อน มีกลุ่มคนทำหนังจากฮ่องกง ที่เรียกตัวเองว่า UFO ที่ผลงานของพวกเขามีกลิ่นชวนให้นึกถึงบริษัทผลิตภาพยนตร์ของไทยอยู่เหมือน กัน ขณะเดียวกันกับที่มีความแตกต่างกันอยู่บ้างในบางมุม
      
       ในยุค 90s เป็นช่วงที่วงการหนังฮ่องกงกำลังอื้ออึงไปด้วยเสียงกระบี่ และควันปืน แต่ยังมีกลุ่มคนทำหนังจำนวนหนึ่งรวมตัวเพื่อสร้างความแตกต่างให้กับวงการ ซึ่งก็ประกอบไปด้วยทั้ง ผู้กำกับดัง ปีเตอร์ ชาน, หลี่จื่อไหง, เจคอป เจิ้ง รวมไปถึงโปรดิวเซอร์หญิง คลอดี้ ชุน และนักแสดงตลกคนดัง เจิ้งจื่อเหว่ย ที่ร่วมกันเปิดตัวบริษัท United Filmmakers Organization หรือเรียกกันสั้น ๆ ว่า UFO นับเป็นความเคลื่อนไหวระดับ “ปรากฏการณ์” อยู่ในยุคนั้นได้เหมือนกัน
      
       หลังจากทีมงานหลาย ๆ คนมีโอกาสทำงานร่วมงานกันมาก่อนในหนังโรแมนติกปี 1991 เรื่อง Alan & Eric - Between Hello and Goodbye (ก็เพราะสามเรา) ในปี 1992 บริษัททำหนังแห่งนี้จึงได้ฤกษ์เปิดตัว พร้อมงานแนวตลกแก๊งสเตอร์ The Day of Being Dumb กับการล้อเลียนหนังมาเฟียที่วงการหนังฮ่องกงเข็นออกมาแบบไม่บันยะบันยังในช่วงนั้น ที่ว่าด้วยสองหนุ่มเพื่อนซี้ เหลียงเฉาเหว่ย กับ จางเซียะโหย่ว ที่อยากเป็นนักเลง กับชื่อไทยที่เรียกได้ว่าสุดคลาสสิกอยู่เหมือนกันว่า “เข้าแก๊งไหนหัวหน้าตายหมด” ชนิดที่ว่าหลายคนรู้จักชื่อหนังเรื่องนี้กันได้โดยไม่เคยดูเลย
      
       อย่างไรก็ตามนี่ยังไม่ใช่แนวทางการทำงานขนานแท้ของ UFO เพราะหลังจากนั้นพวกเขาเลือกที่จะพัฒนาหนังแบบที่มีความใกล้ชิดกับวิถีชีวิต ของชาวฮ่องกงมากกว่าขึ้นมาแทน เป็นงานที่เรียกว่าแตกต่างกับหนังกระแสหลักของฮ่องกงในเวลานั้น ที่ถ้าไม่กำลังภายใน ก็แก๊งสเตอร์มาเฟีย หรือตลกโปกฮาสไตล์ “โจวซิงฉือ” หรือ “หวังจิง” กันไป
      
       ผลงานหนังส่วนใหญ่ของบริษัทผลิตภาพยนตร์ที่มีชื่อเหมือนจานผีมนุษย์ ต่างดาวบริษัทนี้ ครอบคลุมอยู่ในแนวทางของโรแมนติกคอมเมอดี้ หรือไม่ก็ดราม่าเป็นหลัก เป็นงานที่สะท้อนภาพชีวิตคนรุ่นใหม่วัยทำงานหรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า “ยัปปี้” ในฮ่องกง กับเรื่องราวจำพวกทางเลือกในชีวิต, ความทะเยอทะยานในหน้าที่การงาน, จุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ และชีวิตครอบครัว เป็นเรื่องราวธรรมดาสามัญที่เกิดได้กับทุกคน แต่ก็นำเสนอได้อย่างมีสีสัน และชี้ประเด็นได้น่าสนใจ
      
       หนังที่สร้างต่อเนื่องหลายปีในช่วง 92 – 98 มีนักแสดงกลุ่มเดิม ๆ วนเวียนรับบทบาทในหนังหลายเรื่อง อาทิ หยวนหย่งอี๋, เฉินเสี่ยวชุน, ทาเคชิ คาเนชิโร่, เหลียงเฉาเหว่ย, เฉินฮุ่ยหลิน ฯลฯ น่าสังเกตว่าเป็นดาราที่มีภาพพจน์คนรุ่นใหม่รูปร่างหน้าตาร่วมสมัย แต่ยังมีความติดดิน ไม่ได้เต็มไปด้วยพลังแห่งเป็นซูเปอร์สตาร์อย่างพวก หลิวเต๋อหัว หรือ เลสลี่ จาง
      
       แน่นอนว่างานที่โดดเด่นที่สุดของ UFO คงหนีไม่พ้นหนังจากฝีมือของ ปีเตอร์ ชาน คนทำหนังแถวหน้าของวงการภาพยนตร์ฮ่องกง ผู้ประสบความสำเร็จได้โดยไม่ต้องพึ่งสูตรสำเร็จเก่า ๆ ของคนทำหนังรุ่นก่อน ไม่ว่าจะเป็น Tom, Dick And Hairy (รักแบบเกาเหลา...ไม่ใส่ชูรส, 1992) ที่ว่าด้วยชีวิตของ 3 หนุ่มโสด กับทางเลือกด้านชีวิตรัก ส่วน He Ain't Heavy, He's My Father (ข้ามเวลามาหารัก, 1993) ก็เป็นหนังเจาะเวลาหาอดีตแบบฮ่องกง ที่มีฉากหลังอยู่ในฮ่องกงยุค 60s เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มที่หวังเปลี่ยนแปลงพ่อผู้ล้มเหลวในชีวิต แต่สุดท้ายกลายเป็นตัวเขาเองที่เปลี่ยนแปลง
      
       ปีเตอร์ ชาน ยังประสบความสำเร็จขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ ทั้งกับหนังตลก He's the Woman, She's the Man (เขาหญิงเธอชาย รักแล้วไม่เปลี่ยนใจ, 1993) ที่พูดถึงเรื่องของความคลุมเครือทางเพศ กับเรื่องราวเบื้องหลังในวงการบันเทิง และขึ้นสู่จุดสูงสุดทางอาชีพด้วย Comrades, almost a love story (เถียนมีมี่ 3650 วัน...รักเธอคนเดียว) ในปี 1996 งานผูกโยงชีวิตของหนุ่มสาวชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่เข้ามาขุดทองในฮ่องกงกับ เหตุการณ์สำคัญแห่งปี ที่เกาะฮ่องกงต้องกลับคืนสู่การปกครองของจีน ซึ่งถึงตอนนี้ก็ยังนับเป็นหนังที่ดีที่สุดของเขา
      
       ฝ่ายเสาหลักแห่ง UFO อีกคนอย่าง หลี่จื่อไหง อาจจะมีผลงานกำกับเดี่ยวน้อยเรื่องไปนิด เขามีเครดิตร่วมกำกับกับ ปีเตอร์ ชาน ใน He Ain't Heavy, He's My Father และ He Ain't Heavy, He's My Father ส่วนงานที่เป็นของตัวเองก็มีอย่าง Dr. Mack (ลูกผู้ชายหัวใจไม่บานฉ่ำ, 1994) ที่คุณภาพใช้ได้ หนังมี เหลียงเฉาเหว่ย รับบทเป็นหมอหนุ่มผู้มากพรสวรรค์ แต่กลับเลือกใช้ชีวิตอย่างไร้ความทะเยอทะยานที่ย่านสลัมในฮ่องกง
      
       อย่างไรก็ตามหากจะพูดถึงงานชิ้นเอกของ หลี่จื่อไหง ในชายคาของ UFO ก็คงจะต้องนึกถึง Lost and Found เป็นอันดับแรก ผลงานของบริษัทซึ่งเข้าฉายใกล้ ๆ กับ เถียนมีมี่ ในปี 1996 และกล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญของฮ่องกงในปี 1997 เช่นเดียวกัน แม้ความสำเร็จ และชื่อเสียงจะน้อยกว่าแบบเปรียบเทียบกันไม่ได้ แต่หากใครได้ดูแล้วก็ยากที่จะไม่ประทับใจ กับเรื่องราวที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่การตามหารักแท้ของหญิงสาว (เฉินฮุ่ยหลิน) ผู้กำลังเผชิญหน้ากับวาระสุดท้ายในชีวิต จากโรคร้ายที่ไม่มีทางรักษา เป็นภาพสะท้อนการดิ้นรนหนีวาระสุดท้าย ได้น่าประทับใจจริง ๆ
      
       เจิ้งจื่อเหว่ย ก็เป็นกำลังสำคัญอีกคนของ UFO ที่นอกจากจะได้กำกับหนังแล้ว ยังมีโอกาสมอบการแสดงดี ๆ แบบนอกเหนือจากบทตลกโวยวายอย่างที่ทุก ๆ คนคุ้นเคยกันมานาน ในหนังหลาย ๆ เรื่อง
      
       ส่วนงานเด่นของผู้กำกับท่านอื่น ๆ ก็ยังมีอย่าง Twenty Something (1994), หนังเกรด 3 ที่ไม่ได้ขายเรื่องความวาบหวิว แต่เล่าเรื่องความสัมพันธ์และเซ็กส์ของคนรุ่นใหม่, I've Got You, Babe!!! (1994) ชีวิตคู่ของครอบครัวหนุ่มสาวกับการมีทายาท, The Wedding Days (1996) กล่าวถึงวันสำคัญที่สุดของลูกผู้หญิง กับการแต่งงาน
      
       อีกเรื่องที่หลาย ๆ คนน่าจะได้ดูก็คือ Anna magdalena (รักของเธอ รักของเขา รักของเรา, 1998) เรื่องรักสามเส้าของหนุ่มสาวสามคน (เฉินฮุ่ยหลิน, ทาเคชิ คาเนะชิโร่, กัวฟู่เฉิง) ที่ถ่ายทอดออกมาด้วยภาพฝันแฟนตาซีได้สุดโรแมนติก
      
       ซึ่งหากจะพูดถึงความโดดเด่นของ UFO แล้วก็ต้องบอกว่า พวกเขาเป็นกลุ่มคนทำหนัง “ฟิวกู๊ด” ที่ไม่ “หน่อมแน้ม” แม้จะสร้างงานที่มีบรรยากาศผ่อนคลายย่อยง่ายดูสนุก แต่ก็ไม่กลัวที่จะไปแตะประเด็นอันเคร่งเครียด นอกจากนั้นงานหลาย ๆ ชิ้นยังเล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวละครหญิง แบบที่ไม่ค่อยได้เห็นในวงการหนังที่เน้นตัวละครชายเป็นหลักอย่างฮ่องกง
      
       ในการให้สัมภาษณ์เมื่อประมาณ 8 ปีก่อน ปีเตอร์ ชาน ได้มีโอกาสพูดถึงชีวิตของการเป็นคนทำหนังในช่วงของ UFO ซึ่งเขากล่าวว่าไม่ได้เป็นเหตุบังเอิญที่บริษัทผลิตภาพยนตร์แห่งนี้ถือ กำเนิดขึ้นมาในช่วงเวลานั้น แต่ทุกคนมาร่วมตัวกันเพื่อสร้างสรรค์ผลงานปิดฉากยุคสมัยของหนังในฮ่องกง ที่พัฒนามาตั้งแต่ปี 50, 70, 90 และกำลังจะเกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ เมื่อฮ่องกงถูกส่งมอบการปกครองคืนให้กับจีน
      
       หนังของ UFO เกิดขึ้นด้วยอิทธิพลความรู้สึกดังกล่าวอย่างเต็มที่ มันเล่าเรื่อง ความไม่มั่นคง, ความสับสนวุ่นวายภายในจิตใจ, ความรู้สึกวิตกกังวลต่ออนาคตที่ไม่แน่นอน, พยายามค้นหารากเหง้าของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ดิ้นรนเพื่อค้นหาอนาคตอันสดใสด้วย อันเป็นความรู้สึกร่วมที่คนฮ่องกงรุ่นใหม่ในยุคนั้นสัมผัสได้เหมือนกันทั้ง หมด
      
       UFO มีงานต่อเนื่องอยู่ตลอดในยุค 90s จนไม่นานนักก่อนจะถึงปี 2000 ปีเตอร์ ชาน จึงขายหุ้นของบริษัทให้กับ Golden Harvest แม้ปัจจุบันโลโก้ของ UFO ยังปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง มีผลงานออกมาประปราย ที่น่าจดจำเป็นพิเศษก็คือหนังตลกล้อเลียนเรื่องราวผัวหนีเมียเที่ยว Men Suddenly in Black มีกระทั่งหนังแอ็กชั่นย้อนยุค An Empress and the Warriors (2008) หรือล่าสุดหนังฮิตช่วงตรุษจีนของเมื่อ 2 ปีก่อน 72 Tenants of Prosperity ก็ปะหน้าด้วยชื่อบริษัท UFO แต่ต้องบอกว่างานขนานแท้ของบริษัท GTH ของฮ่องกงแห่งนี้จบสิ้นไปพร้อมกับยุค 90s แล้ว



ที่มา ผู้จัดการออนไลน์